ถานเหยี่ยนโจวประคองหลี่จิ้งเหม่ยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ จากนั้นก็อ้อมไปอีกฝั่งเพื่อขึ้นนั่งตำแหน่งนักบิน ช่วยภรรยาคาดเข็มขัดนิรภัยให้แน่นและสวมหูฟังให้
“เสียงใบพัดดังมาก แถมยังมีแรงกดดันจากที่สูงอีก หูอาจจะเจ็บนิดหน่อยนะ”
พอสวมให้เรียบร้อย เขาก็ปรับคลื่นสื่อสารให้ภรรยาอีกครั้ง
“ได้ยินไหม?” ถานเหยี่ยนโจวถาม
หลี่จิ้งเหม่ยได้ยินเสียงซ่า ๆ ของกระแสไฟฟ้า ไม่นานนัก เสียงทุ้มนุ่มก็ดังขึ้นในหู เธอยิ้มพลางพยักหน้า “ได้ยินค่ะ”
เธอรู้สึกแปลกใหม่มาก สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ตลอดเวลา ก่อนจะเห็นแผงหน้าปัดหลายอันวางอยู่ทางซ้ายมือด้านหน้า อันที่ใหญ่ที่สุดมีเข็มสองเข็มซ้อนทับกัน พอหมุนไปถึงเขตสีเขียว แรงกระชากก็ผลักแผ่นหลังเธอทันที
“กำลังจะขึ้นแล้วเหรอคะ?” เธออดถามเสียงเบาไม่ได้ พอถามจบก็กลัวว่าจะรบกวนเขา จึงรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
หลังสวมหูฟัง เสียงนุ่มแผ่วของภรรยาก็แนบชิดแก้วหู ราวกับเธอกำลังซบไหล่เขาพูดอยู่
หัวใจของถานเหยี่ยนโจวอ่อนยวบ น้ำเสียงยิ่งอ่อนโยนขึ้น
“ใช่ กลัวไหม?”
หลี่จิ้งเหม่ยชะงักกับคำว่า “ใช่” ของเขา รูม่านตาสั่นไหวเล็กน้อย แต่แล้วก็เขินอายขึ้นมา รู้สึกเหมือนถูกปลอบราวกับเป็นเด็กอยู่เสมอ
เธอกลืนน้ำลาย ก่อนตอบเสียงเบา “ไม่กลัวค่ะ”
เธอเหลือบมองชายหนุ่มจากหางตา เห็นถานเหยี่ยนโจวยิ้มมุมปาก มือขวาประคองคันบังคับตรงกลางให้มั่นคง ส่วนมือซ้ายค่อย ๆ ดึงคันโยกขึ้น
หลี่จิ้งเหม่ยสังเกตเห็นหัวเครื่องเบนไปทางขวาอย่างว่องไว ครู่ต่อมา คันบังคับก็ถูกผลักไปข้างหน้า เฮลิคอปเตอร์เริ่มทะยานขึ้นอย่างเป็นทางการ
พื้นดินค่อย ๆ ห่างออกไป หัวใจของหลี่จิ้งเหม่ยเหมือนลอยขึ้นไปด้วย ไม่ใช่เพราะประหม่า แต่เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับตอนนั่งเครื่องบินขึ้นครั้งแรกในวันที่เธอหนีงานแต่ง ช่างเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์จริง ๆ
