บ่ายวันจดทะเบียนสมรส เจิงหยางก็พาบอดี้การ์ดกับคนรับใช้กลับไปยังห้องเช่าในชุมชนเก่ากับหลี่จิ้งเหม่ย
บ้านพักชั้นเตี้ยปลูกเรียงรายเบียดเสียดอยู่ใต้สายไฟ เสื้อผ้าที่ตากไว้บนราวกับผนังซึ่งสีลอกและขึ้นรามองเห็นได้ทั่วไป
หลี่จิ้งเหม่ยเปิดประตู พูดเสียงเบาอย่างเกรงใจว่า “ในห้องเล็กมาก ยืนกันเยอะขนาดนั้นไม่ไหวหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันเก็บของเอง”
เจิงหยางยิ้มอย่างนอบน้อม “คุณนาย เรื่องเล็กน้อยพวกนี้ไม่ต้องให้คุณลงมือหรอกครับ”
เขาตบมือสองครั้ง หญิงรับใช้สามคนก็เข้าไปเริ่มเก็บของ
ในเวลาเดียวกัน เจ้าของห้องที่หลี่จิ้งเหม่ยติดต่อไว้ก็มาถึง แต่คนที่มาไม่ใช่คุณป้าสูงวัย หากเป็นลูกชายคนโตจอมเอาเรื่องของหล่อน พออ้าปากก็พูดว่า
“นังแซ่หลี่ แม่ฉันใจดีให้แกเช่าบ้านราคาถูก แถมยังไม่เก็บเงินมัดจำ อย่าได้คืบจะเอาศอกนะ ฉันบอกไว้ก่อนว่าเงินค่าเช่าที่เหลือสักแดงเดียวก็ไม่คืน!”
หลี่จิ้งเหม่ยตกใจจนหดคอ
เจิงหยางขวางหน้าเธอไว้ ยกมือดันไหล่ชายร่างกำยำแล้วเตือนว่า “ไสหัวไปให้พ้น”
พวกบอดี้การ์ดก็เดินเข้ามาจ้องเขาเช่นกัน
ทุกอย่างเจิงหยางเป็นคนจัดการ หลี่จิ้งเหม่ยยืนอยู่บนระเบียงทางเดินยาวกลางแจ้ง มือบีบชายกระโปรง มองไปทางเขาทีหนึ่ง แล้วหันไปมองคนรับใช้ที่กำลังเก็บข้าวของในห้องอีกที
เธออธิบายความรู้สึกนี้ไม่ถูก
ราวกับเพียงพริบตา ชีวิตของเธอก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ และทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ถานเหยี่ยนโจวมอบให้
ไม่มีบุญคุณย่อมไม่รับสินน้ำใจ หลี่จิ้งเหม่ยไม่รู้ว่าควรตอบแทนอย่างไร
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ปุ่มกดเครื่องเก่าในกระเป๋าก็ดังขึ้น เสียงดังจนเจิงหยางเหลือบมองเธอ แล้วถามว่าต้องการให้ช่วยไหม
หลี่จิ้งเหม่ยส่ายหน้า เดินไปข้าง ๆ เพื่อรับสาย
“มีอะไรเหรอ ซืออวี่?” เธอข่มความกระวนกระวายในใจแล้วถามเสียงเบา
คนที่โทรหาเธอครั้งนี้คือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ถังซืออวี่ขึ้นเสียงฮึดฮัด “หลี่เนี่ยนตี้ แกเป็นอะไรไปน่ะ กล้าดีจริง ๆ ถึงกับหนีงานแต่ง พี่ชายฉันทำไม่ดีกับแกตรงไหน?”
