ลู่เหรินเดินเข้าไป วางกระเป๋าเป้ไว้ข้างโต๊ะทดลอง แล้วสุ่มดึงลิ้นชักออกมาลิ้นหนึ่ง
ข้างในมีหลอดปั่นเหวี่ยงกับหัวดูดสารกองระเกะระกะ รวมถึงสมุดบันทึกการทดลองที่เขียนค้างไว้ครึ่งเล่ม
เขาพลิกดู เป็นบันทึกเมื่อสามปีก่อนทั้งนั้น ดูท่าห้องนี้คงถูกปล่อยทิ้งไว้นานพอสมควรแล้ว
เขาเปิดตู้สารเคมีดูอีกครั้ง ของส่วนใหญ่เป็นน้ำเกลือ สารละลายอิเล็กโทรไลต์ และสารพื้นฐานทำนองนั้น ส่วนเอนไซม์ ไพรเมอร์ และชุดน้ำยาที่ต้องใช้ในการทดลองระดับโมเลกุล ไม่มีสักอย่าง
ตู้เย็นว่างเปล่า มีเพียงหลอดเก็บตัวอย่างแช่แข็งที่คนอื่นเหลือทิ้งไว้ไม่กี่กล่อง ฝาหลอดเหลืองไปหมดแล้ว
ลู่เหรินได้แต่จนใจ ที่นี่นอกจากจะเป็นห้องทดลองว่างเปล่าที่มีเครื่องมืออยู่ไม่กี่ชิ้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย
ดูท่าเงินทุนตั้งต้นหนึ่งแสนจะน้อยไปจริง ๆ
ลู่เหรินเปิดก๊อกน้ำที่อ่างล้างมือ น้ำไหลค่อนข้างเบา ตอนแรกมีน้ำสีเหลืองสนิมไหลออกมาก่อน ผ่านไปไม่กี่วินาทีถึงค่อยใส
ตอนอยู่ที่โรงพยาบาลเซียะเหอเมืองเจียง ลู่เหรินเคยไปห้องทดลองของที่นั่นมา พูดตรง ๆ เลยว่า ถ้าเทียบกับห้องทดลองของโรงพยาบาลเซียะเหอเมืองเจียงแล้ว ที่นี่ต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่ลู่เหรินก็พอใจแล้ว
อย่างน้อยก็มีสถานที่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องคอยยืมห้องทดลองคนอื่นไปทั่ว ไม่ต้องคอยดูสีหน้าใคร
เริ่มต้นลำบากหน่อยก็ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ทำไป!
แค่ฮาร์ดแวร์พอถูไถไปได้ แต่เรื่องคนกลับจัดการไม่ง่าย
เขาคนเดียวต้องทั้งจัดระเบียบข้อมูลประวัติผู้ป่วย ค้นเอกสารเขียนใบสมัครทุน วิ่งเรื่องจริยธรรมการวิจัย ซื้อสารเคมี และทำการทดลอง ไหนเลยจะทำไหว
ตามความคิดของเขา ทางที่ดีที่สุดคือหาคนที่ทำงานในห้องทดลองเป็นมาช่วย มีพื้นฐาน ทำงานได้เร็ว ไม่ต้องสอนมาก
นักศึกษาปริญญาตรีน่ะอย่าหวังเลย นักศึกษาปริญญาตรีของคณะแพทย์มหาวิทยาลัยอันดับสอง บางคนกระทั่งจับหนูทดลองยังไม่เป็น
