ไม่นานนัก หลินเจี้ยนตงก็โทรศัพท์มาเอง
“รายงานผู้ป่วยเป็นแค่จุดเริ่มต้น พอเขียนมากเข้า นายก็จะรู้ว่าการได้รับตอบรับไม่ได้แปลว่าจบ ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องทำ”
“ขั้นต่อไปยังมีการตรวจแก้ต้นฉบับพิมพ์ ทั้งข้อมูลผู้เขียน รูปภาพ และเอกสารอ้างอิง ต้องตรวจสอบยืนยันอีกครั้งให้เรียบร้อย ถึงจะตีพิมพ์ลงวารสารได้”
“อย่าคิดว่ากองบรรณาธิการตอบรับแล้วจะปล่อยปละละเลยได้!”
ลู่เหรินตอบทันทีว่า “ขอบคุณครับ ผมเข้าใจแล้ว”
หลินเจี้ยนตงไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ต่อ แต่เปลี่ยนประเด็นว่า “แล้วประวัติคนไข้พิเศษสามรายกับยีน UBA1 นายจะทำยังไงต่อ”
ลู่เหรินตอบว่า “แน่นอนว่าต้องวิจัยต่อ ทางมหาวิทยาลัยรับปากว่าจะจัดหาห้องแล็บให้ผมแล้วครับ”
“แล้วเงินทุนล่ะ”
“ยังคุยกันอยู่ครับ” ลู่เหรินบอก “แต่เบื้องต้นผมขอไปหนึ่งแสนหยวน”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง “เบื้องต้น...หนึ่งแสนเหรอ”
ลู่เหรินพยักหน้า “ครับ”
“น้อยเกินไป!”
คำตอบของหลินเจี้ยนตงทำให้ลู่เหรินชะงักไปชั่วขณะ
เมื่อครู่เฉินตงป๋อยังเห็นว่าหนึ่งแสนมากเกินไป แต่พอมาถึงหลินเจี้ยนตง กลับกลายเป็นว่าน้อยเสียแล้ว
“ถ้าแค่ตรวจยืนยันยีนเป้าหมายกับคัดกรองประวัติคนไข้ หนึ่งแสนก็พอเริ่มได้” หลินเจี้ยนตงพูดต่อ “แต่ถ้าอยากทำการทดลองฟังก์ชันเซลล์ให้ครบถ้วน เงินแค่นี้ยังห่างไกลจากที่ต้องใช้มาก”
ลู่เหรินบอกว่า “ผมก็รู้ครับ แต่ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยมีเงื่อนไขให้ได้แค่นี้”
“ทางมหาวิทยาลัยยินดีให้ได้มากที่สุดเท่าไหร่”
“ยังไม่แน่ใจครับ อธิการบดีกำลังหาทางขอทุนให้ผม บอกให้ผมเขียนใบเสนอโครงการไปก่อน”
“ไม่ปฏิเสธตรง ๆ ก็แปลว่ายังมีโอกาส” หลินเจี้ยนตงกล่าว “เขียนใบเสนอโครงการเสร็จแล้วส่งมาให้ผมฉบับหนึ่ง ส่วนประวัติคนไข้สามรายทางโรงพยาบาลเซียะเหอ สามารถยื่นขอความร่วมมือแบบหลายศูนย์ได้ แต่ต้องเริ่มกระบวนการจริยธรรมการวิจัยใหม่ ตัวอย่างที่เก็บระหว่างถ่ายรายการ ห้ามนำไปใช้ในการวิจัยต่อโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยเด็ดขาด”
