“รุ่นพี่คนนี้ของฉันนิสัยดื้อ แต่เป็นคนตรงไปตรงมา” หลินเจี้ยนตงพูด “ตอนฉันเรียนปริญญาเอก เขาช่วยฉันไว้ไม่น้อย ถ้าเธอได้เป็นผู้เข้าร่วมค่ายยอดเยี่ยมของมหาวิทยาลัยเกียวโต ฉันจะช่วยติดต่อเขาให้”
ลู่เหรินถือนามบัตรไว้ในมือ ในใจรู้สึกซาบซึ้งอยู่ไม่น้อย
เขาเงยหน้ามองหลินเจี้ยนตง
ชายวัยห้าสิบกว่าเอนหลังพิงเก้าอี้ ถือถ้วยชาไว้ จิบอย่างเอื่อยเฉื่อย ราวกับเรื่องที่เพิ่งพูดไปไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเพียงบทสนทนาทั่วไปเท่านั้น
แต่ลู่เหรินรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก
หลินเจี้ยนตงสามารถรั้งเขาไว้ข้างกาย ใช้งานวิจัยของเขามาช่วยต่อยอดงานของตัวเองได้เต็มที่
ด้วยบุญคุณที่หลินเจี้ยนตงมีต่อตัวเขา เขาคงไม่ปฏิเสธ
แต่หลินเจี้ยนตงกลับไม่ทำเช่นนั้น!
ตรงกันข้าม เขากลับผลักดันลู่เหรินให้ก้าวไปสู่เวทีที่ใหญ่กว่า แถมยังอาสาช่วยติดต่อรุ่นพี่ของตัวเองให้ด้วย
ความใจกว้างเช่นนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะมี...
ลู่เหรินนึกถึงศาสตราจารย์หลิวเหมย์ก่อนหน้านี้ แล้วก็นึกถึงบรรดาศาสตราจารย์ที่โทรศัพท์และส่งอีเมลมา
ความหวังดีของพวกเขามีเงื่อนไข เพราะหมายตางานวิจัยที่อยู่ในมือเขา
แต่หลินเจี้ยนตงไม่เหมือนกัน หลินเจี้ยนตงคิดถึงเขาจากใจจริง
ลู่เหรินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ลุกขึ้นยืน แล้วโค้งคำนับหลินเจี้ยนตงอย่างนอบน้อม
“อาจารย์ครับ ผมจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง”
หลินเจี้ยนตงชะงักไปกับท่าทีของเขา ก่อนจะยิ้มแล้วโบกมือ
“เรียกฉันว่าอาจารย์แล้ว ยังจะเกรงใจอะไรอีก” เขาชี้ไปที่เก้าอี้ “นั่งลง ๆ ไม่ต้องทำพิธีรีตองแบบนี้”
ลู่เหรินนั่งลง ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
ชาติก่อนเขาทำงานที่โรงพยาบาลประจำอำเภอมาสิบกว่าปี ได้เห็นทั้งความอบอุ่นและความเย็นชาของผู้คน ทั้งยังเห็นคนแตกหักกันเพราะบทความวิจัยกับโครงการวิจัยมานักต่อนัก
คนแบบหลินเจี้ยนตงมีน้อยเหลือเกิน
“อ้อ” หลินเจี้ยนตงเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงหยิบซองจดหมายอีกซองจากลิ้นชักแล้วเลื่อนมาให้ “เอานี่ไป”
