เพ่ยหมานซานถอนหายใจ “วันเวลาเช่นนี้ไม่รู้เมื่อไรจะสิ้นสุด ลูกทรพีกับหญิงแพศยานั่นไม่มีทางปล่อยครอบครัวเราไปแน่”
“ท่านพ่อวางใจเถิด พวกเราแจ้งทางการแล้ว ตอนนี้พวกเขาไม่กล้าลงมือกับพวกเราอีก พรุ่งนี้หยวนซิวก็ไปสำนักศึกษาได้ ส่วนชิงชิงอยู่บ้าน ต่อไปไม่ต้องไปโรงเย็บผ้าแล้ว
พี่สาวจะให้นายหน้าหลี่ช่วยจับตาดู ว่ามีช่างเย็บผ้าฝีมือดีคนไหนถูกขายบ้างหรือไม่ ถ้ามี พี่สาวจะซื้อกลับมาสอนเจ้าโดยเฉพาะ เจ้าเป็นหญิงสาว พี่สาวไม่วางใจ”
หลินอวี่เหนียวรู้ดีว่าในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนนี้ ซูหวานคงไม่ส่งคนมาอีก เมื่อคืนตอนนางลอบเข้าไปในกระโจมก็ไม่มีนักรบพลีชีพคอยขัดขวาง เพียงเท่านี้นางก็รู้แล้วว่าครั้งนี้ซูหวานพานักรบพลีชีพมาด้วยเพียงห้าคน
“ได้ ข้าจะฟังพี่สาวทุกอย่าง” เพ่ยชิงชิงรู้ว่าพี่สาวเป็นห่วงนาง นางเองก็ไม่อยากให้พี่สาวต้องคอยกังวลเพราะนางอีก พี่สาวเหนื่อยมากพอแล้ว
ยามค่ำ ทานทานกับหยวนหยวนต่างตามเพ่ยชิงชิงไปนอนด้วย ทั้งคู่รู้ว่าท่านแม่เหนื่อยมาสองวันแล้ว จึงไม่อยากรบกวนท่านแม่ให้พักผ่อน
หลินอวี่เหนียวปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปในมิติพื้นที่วิเศษ อาบน้ำร้อนในนั้นก่อนจึงออกมา
คืนนั้นนางหลับสนิทไร้ความฝัน หลินอวี่เหนียวตื่นเอาตอนต้นยามอู่
ทานทานกับหยวนหยวนกำลังเรียนหนังสือ ส่วนเถาสีออกไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน
นางกินอะไรเล็กน้อยแล้วขี่ม้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ช่วงนี้ใช้เงินไปไม่น้อย เห็นทีต้องคิดให้ดีว่าจะทำการค้าอะไรสักอย่าง จะได้ไม่ต้องกินทุนเก่าไปวัน ๆ
นางหยิบธนูกับลูกธนูจากในบ้าน บอกท่านพ่อสักคำแล้วก็ออกเดินทาง
พอนึกถึงเรื่องค้าขาย นางก็นึกถึงหลินฟานขึ้นมา แม้คนผู้นี้จะดูคล้ายทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม แต่รู้จักกันมาหลายปีแล้ว นิสัยใจคอก็ไม่เลว
ค้าขายกับเขา เขาไม่กล้าเอาเปรียบนางหรอก
แสงตะวันยามต้นยามอู่ลอยสูงอยู่บนท้องฟ้า อบอุ่นแต่ไม่ร้อนอบอ้าว สายลมเย็นพัดเอื่อยผ่านป่า ช่วยสลายความหม่นหมองที่สั่งสมอยู่ในใจมาหลายวัน
