“เฉิงอี้หนิง เป็นอะไรไป” ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติของเฉิงอี้หนิง จึงรีบเดินเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง
เฉิงอี้หนิงชี้ปากตัวเอง แล้วชี้ไปทางอู๋อินอย่างเคียดแค้น
ทุกคนจึงหันไปมองอู๋อินอีกครั้ง
“จู่ ๆ ก็หน้าเบี้ยวจนพูดไม่ได้หรือเปล่า” อู๋อินถามด้วยสีหน้าจริงจัง “บรรพบุรุษของฉันเป็นแพทย์แผนจีน ฉันพอมีความรู้เรื่องการรักษาอยู่บ้าง ดูจากอาการแล้ว นี่เป็นอาการหน้าเบี้ยวกะทันหันชัด ๆ”
เธอเว้นไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ต้องรีบส่งโรงพยาบาล ไม่อย่างนั้นถ้าชักช้ากว่านี้อาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้”
คงเป็นเพราะสีหน้าจริงจังและเคร่งขรึมของเธอ ทั้งที่พูดจาเหลวไหลแท้ ๆ แต่กลับทำให้คนที่ได้ยินพากันเชื่อจนหวาดผวา
“ผู้กำกับ ให้ใครสักคนส่งเฉิงอี้หนิงไปโรงพยาบาลในเมืองก่อนไหมครับ” ผู้ช่วยผู้กำกับกระซิบเตือนผู้กำกับ “เธอเป็นคุณหนูใหญ่ของทั้งตระกูลเฉิงและตระกูลไช่ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นในกองถ่ายของเรา พวกเรารับผิดชอบไม่ไหวแน่ครับ”
เฉิงอี้หนิงโมโหจัด หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมพิมพ์ข้อความให้คนรอบข้างดู
ใครจะคิดว่าเพิ่งปลดล็อกโทรศัพท์ได้ โทรศัพท์ก็ร่วงลงพื้นดังแปะ หน้าจอแตกละเอียด เครื่องพังไปเลย
นักแสดงชายคนหนึ่งหัวเราะออกมา
“เฉิงอี้หนิง วันนี้ดวงตกหรือไง!”
เฉิงอี้หนิงค่อย ๆ หันไปมองอู๋อิน โกรธจนมือที่ชี้ไปทางอู๋อินสั่นระริก
“ดูสิ! ดูเร็ว มือทั้งสองข้างสั่นแล้ว นี่เป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง!” อู๋อินตะโกนเสียงดัง
คราวนี้ผู้กำกับกลัวขึ้นมาจริง ๆ รีบสั่งหยุดถ่ายทำ แล้วให้คนสองคนไปกับผู้ช่วยของเฉิงอี้หนิงเพื่อส่งเธอไปโรงพยาบาลทันที
