อู๋อินถูกเสียงอึกทึกปลุกให้ตื่น ด้วยประสาทการได้ยินที่ดีเยี่ยม เธอพอจะแยกออกว่าเสียงนั้นคล้ายเสียงเด็กร้องไห้ จึงเดินตามเสียงมาเรื่อย ๆ ไม่คิดว่าจะได้ยินคนสองคนคุยกันเรื่องปลูกหัวไชเท้ากับปลูกโสม พอเหลือบไปเห็นเด็กที่อยู่ข้าง ๆ อู๋อินถึงได้รู้ว่าเจ้าหัวไชเท้าหรือโสมที่จะถูกปลูกนั้น แท้จริงแล้วคือเด็กชายตัวขาวอวบคนหนึ่ง
เด็กดูท่าจะอายุแค่ห้าหกขวบ ตกใจจนน้ำตาไหลพราก ร่างที่ถูกมัดไว้ยังดิ้นไปมาเหมือนหนอน พยายามขัดขืนและหนีให้ได้
ไผ่เฟาะหันกลับไปเห็นเด็กกำลังจะกลิ้งลงไปใต้กองทราย จึงคว้าข้อเท้าเด็กแล้วโยนลงหลุมที่ขุดไว้ลึกประมาณครึ่งตัวคนทันที
“แก้มอ้วนยังคิดจะหนีอีกหรือ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหนีรอดจากมือฉันไปได้สักคน!”
ไผ่เฟาะพูดพลางกลบดินลงไปในหลุม
ผู้บำเพ็ญตนเดินเสียงเบา กระทั่งอู๋อินมายืนอยู่ข้างหลังคนทั้งสองแล้ว เจ้าตัวอ้วนกับเจ้าตัวผอมก็ยังไม่รู้สึกตัว
แต่แก้มอ้วนในหลุมกลับเห็นอู๋อิน ดวงตาที่มีน้ำตาคลอเบิกกว้าง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างสุดชีวิต ราวกับกำลังใช้สายตาบอกให้อู๋อินรีบหนีไป
แววตาของแก้มอ้วนทำให้เจ้าตัวเตี้ยรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างอยู่ข้างหลัง พอหันขวับไปเห็นหญิงสาวในชุดขาว ก็นึกถึงเรื่องผีสางในตึกสร้างไม่เสร็จขึ้นมา จนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ก่อนจะกรีดร้องเสียงดัง “แม่เจ้าโว้ย! ผี! ผี!”
เสียงกรีดร้องนั้นทำเอาไผ่เฟาะสะดุ้งโหยง เขาหันกลับไปยังไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าข้างหลังเป็นอะไร ก็เห็นมือข้างหนึ่งฟาดเข้ามาที่ศีรษะ ตบเข้ากลางหน้าผากอย่างจัง จนตาพร่ามืดแล้วหมดสติไปทันที
