ฟางอวี้เหลียนพับแขนเสื้อขึ้น แล้วสั่งให้น้องสะใภ้รองหลี่เสี่ยวอวี้ไปด้วยกันที่เล้าไก่
“น้องสะใภ้รอง เจ้าช่วยข้ากั้นไก่ตัวผู้หงอนแดงตัวนั้นไว้ ข้าจะจับมันก่อน แล้วค่อยจับตัวขาพิการทีหลัง!”
ทั้งสองคนช่วยกันจับไก่ตัวผู้สองตัวได้ แล้วมองดูไก่ตัวสุดท้ายในเล้า หลี่เสี่ยวอวี้รู้สึกอยากจะร้องไห้
“พี่สะใภ้ใหญ่ เหลือไก่ตัวผู้อีกแค่ตัวเดียว ถ้าฆ่ามันหมด ปีใหม่เราจะกินอะไร?”
ฟางอวี้เหลียนก็จนใจเหมือนกัน เห็นทีใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว แต่ยังต้องจัดโต๊ะเลี้ยงในเวลาแบบนี้ แม้แต่ไก่ตัวผู้ที่มีไม่กี่ตัวในบ้านก็ต้องฆ่าเกือบหมด
วันต่อมา ลานบ้านของตระกูลจางครึกครื้นยิ่งนัก
จางป่านซานจัดเต็มจริง ๆ ลานบ้านวางโต๊ะตั้งเจ็ดแปดตัว บนโต๊ะมีทั้งกับข้าวคาวกับข้าวจืดครบครัน ถึงขนาดมีจานหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงมันเยิ้มวางอยู่หนึ่งจาน
ชาวบ้านทั้งปีแทบจะไม่ได้กลิ่นเนื้อสัตว์ สูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปทีไหร่ ตาแทบถลน
ติงซื่อห่มเสื้อเจ็กเก๋งกึ่งใหม่ นั่งอยู่บนคันเตาในห้องชั้นใน อุ้มลูกสาวที่ห่อผ้าอยู่ในอ้อมกอด
“ซุยฮวย ตั้งชื่อให้ลูกแล้วหรือยัง?”
ป้าสะใภ้ใหญ่ของตระกูลติง อวี้ซื่อ นั่งอยู่ที่ขอบเตา ยื่นมือไปหยอกแก้มเด็กน้อย
ติงซื่อก้มมองลูกสาวในอ้อมกอด แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ตั้งแล้ว เรียกเป่าจู”
“โอ้โห! ชื่อนี้ตั้งได้ดีมาก!”
อวี้ซื่อยิ้มจนตาหยี “เป่าจู เป่าจู ดั่งแก้วดั่งมุก ดูท่าป่านซานจะรักลูกสาวคนนี้มากจริง ๆ!”
พูดพลางก็ส่ายหน้า ถอนหายใจ “ก็ไม่แปลก......เจ้าให้กำเนิดลูกสาวให้เขาเป็นคนแรก แต่น่าเสียดายที่เด็กคนนั้นมีวาสนาน้อย อยู่ไม่นาน ก็อยู่มาวันหนึ่งเขาก็อุ้มเด็กคนหนึ่งกลับมาได้ เขาจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร?”
ติงซื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แต่ในแววตากลับมีความสับสนซับซ้อนวาบผ่าน
เธอก้มมองลูกสาวในอ้อมกอด เด็กน้อยกำลังหลับอย่างมีความสุข ใบหน้าแดงระเรื่อ
“พ่อของเขาดีใจมาก”
ติงซื่อถอนหายใจ “ก็เพราะเด็กคนนี้มีวาสนากับพวกเรา”
“นั่นสิ!”
อวี้ซื่อพยักหน้าเห็นด้วย “บนภูเขาลูกใหญ่ยังเก็บเด็กได้ด้วย พูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ! ก็สมควรแล้วที่พวกเจ้าจะมีวาสนาต่อกัน”
แล้วก็พูดต่อ “พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ก็ควรจะมาหา......”
พี่สะใภ้ใหญ่อวี้ซื่อเป็นคนขยันและเข้มแข็ง เก่งจริง ๆ งานในทุ่งนาทั้งหลายจับมาทำคนเดียวได้หมด
แต่ไปเจอญาติฝ่ายครอบครัวบัณฑิตเข้า น้องสะใภ้รองของติงซื่อถึงแม้จะเป็นแค่หลานสาวของบัณฑิต แต่ก็พอให้คนธรรมดาอิจฉาได้
นั่นคือท่านบัณฑิต นับบัณฑิตทั้งหมดในเมืองผิงอันรวมกันแล้วก็คงไม่เกินสิบคน
พี่สะใภ้รองโจวซื่อเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อยจริง ๆ ไม่เหมือนแม่บ้านทั่วไป พูดไม่ถูก บางทีก็อาจจะเป็นความรู้สึกของคนอื่นเอง
ถึงโจวซื่อจะอ่านหนังสือไม่ออกเหมือนกัน แต่เธอพูดจาเสียงเบา ๆ ไม่เคยโกรธใคร ทำอะไรก็ช้า ๆ เนี้ยบ ๆ
นี่ทำให้อวี้ซื่อที่มักจะรีบร้อนอยู่เสมอรู้สึกไม่ค่อยถูกตา
ตอนแรกที่โจวซื่อเพิ่งแต่งเข้ามาในตระกูลติง เธอยังทำเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ตักเตือนอยู่หลายครั้ง
แต่โจวซื่อไม่ฟังเธอเลย ทำให้อวี้ซื่อรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
อีกทั้งแม่สามีก็ให้ความสำคัญกับลูกสะใภ้รองมากกว่า คิดว่าโจวซื่อเป็นหลานสาวของท่านบัณฑิต ก็เลยปฏิบัติกับเธอแตกต่างออกไป
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่อวี้ซื่อพูดเอง......
พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองไม่ค่อยถูกกันมาอย่างยาวนาน ติงซื่อได้ยินก็หัวเราะแห้ง ๆ สองที รีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“เอ้อ พี่สะใภ้ใหญ่ ช่วยดูให้หน่อยสิว่าผ้าห่อตัวเด็กหนาพอหรือยัง? ข้าว่ามันบางไปหน่อย แต่ป่านซานบอกว่าเพียงพอแล้ว บอกว่าห่อมากเกินไปจะทำให้เด็กในตัวร้อน”
ติงซื่ออุ้มเป่าจูในอ้อมให้สูงขึ้นเล็กน้อย ว่างมือข้างหนึ่งออกมาดึงผ้าฝ้ายที่ห่ออยู่ด้านนอก
อวี้ซื่อยื่นมือไปสัมผัส แล้วแง้มผ้าขึ้นมามองด้านใน เม้มปากแล้วพูด “ผู้ชายจะรู้อะไร? เขาตัวดำหนังหนา กลัวหนาวที่ไหน ส่วนเป่าจูของเราผิวขาวนุ่ม จะไปเทียบกับเขาได้หรือ?”
พูดพลางก็หันไปดึงห่อผ้าใบหนึ่งจากปลายเตา เปิดออกมา แล้วหยิบผ้าชิ้นหนึ่งที่นุ่มฟูออกมา
ติงซื่อเพ่งมองดู ไม่ใช่สิ่งอื่น นั่นคือผ้าคลุมไหล่ที่ตอนทีตายายยังอยู่ ทะนุถนอมเหมือนแก้วตาดวงใจ......
“พี่สะใภ้ใหญ่ อย่างนี้ไม่ได้! ผ้าคลุมไหล่นี้ตอนแรกแม่ตั้งใจไว้ให้จงชิว!”
จงชิวคือหลานชายของโจวซื่อ เพราะพี่ชายรองและพี่สะใภ้รองมีลูกชายคนเดียว หลังจากลูกชายแต่งงาน ก็ได้ลูกชายคนเดียวอีก ทุกคนทะนุถนอมเหมือนแก้วตาดวงใจ
ตายายก็รักมาก ถึงขนาดยกผ้าคลุมไหล่ขนกระต่ายที่ใช้มาหลายปีให้เขา ตั้งใจจะให้โจวซื่อพวกเขาเอาไปดัดแปลงเป็นเสื้อโค้ทตัวเล็ก แต่ใครจะรู้ว่าต่อมาหายไปไหนไม่รู้
อวี้ซื่อเบิกตากว้าง “จงชิวอายุสี่ห้าขวบแล้ว แข็งแรงมาก ไม่กลัวหนาวหรอก! อีกอย่าง......”
เธอลดเสียงลง แล้วโน้มตัวไปกระซิบข้างหูติงซื่อ “พี่สะใภ้รองของเจ้าเอาผ้าขนแกะจากบ้านเกิดมาทำ เสื้อโค้ทตัวเล็กออกมา สวยมากจนเด็กคนนั้นดีใจแทบตาย คิดว่าเธอคงลืมเรื่องนี้ไปนานแล้ว”
ติงซื่อฟังแล้วไม่รู้จะพูดอะไรดี
พี่สะใภ้ใหญ่เอาของของพี่สะใภ้รองมาทำบุญคุณ แต่พูดได้อย่างมีเหตุมีผล ทำให้เธอไม่รู้จะรับหรือไม่รับดี
กำลังเก้อเขินอยู่ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังมาจากข้างนอก พร้อมกับเสียงฝีเท้าอ่อนเบา ม่านถูกเปิดออก หญิงวัยห้าสิบกว่าเดินเข้ามา สวมเสื้อเจ็กเก๋งสีบัวโรยกึ่งเก่า หวีผมเรียบกริบ ไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือพี่สะใภ้รองโจวซื่อ
“โอ๊ะ พี่สะใภ้ใหญ่มาเร็วขนาดนี้เลยหรือ”
โจวซื่อยิ้มบาง ๆ สายตามองไปที่ผ้าคลุมไหล่ขนกระต่ายในมืออวี้ซื่อ “นี่คือ......ผ้าคลุมไหล่ขนกระต่ายที่แม่ให้จงชิวหรือ?”
อวี้ซื่อสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แล้วยัดผ้าคลุมไหล่ใส่อ้อมอกติงซื่อ พูดแข็ง ๆ ว่า “เมื่อวานตอนเก็บกวาดบ้าน ฉันเจอมันในหีบเก่าของยาย ฉันคิดว่าจงชิวตอนนี้มีผ้าขนแกะแล้ว ไม่ขาดอันนี้ เก็บไว้ก็แต่ฝุ่น เปล่าประโยชน์ เลยเอามาให้เป่าจูทำเสื้อโค้ทใส่ดีกว่า”
โจวซื่อฟังแล้วก็ไม่โกรธ ยังคงสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม เพียงแต่สายตามองไปที่ขนกระต่ายนั้นครู่หนึ่ง แววตาวาบไปด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก
“พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูก!”
เธอพยักหน้าเบา ๆ “ตอนนี้จงชิวไม่ขาดอันนี้จริง ๆ.......”
ติงซื่อถอนหายใจอย่างโล่งอกในใจ
พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองต่อสู้กันมาร่วมยี่สิบปี วันนี้ไม่คิดว่าจะไม่ทะเลาะกันที่นี่
เธอยิ้มประจบ “พี่สะใภ้รองเดินทางมาเหนื่อยแล้วใช่ไหม นั่งลงดื่มชาก่อนเถอะ”
โจวซื่อไม่รีบนั่ง แต่กลับก้มลงไปมองเป่าจูในอ้อมอกติงซื่อ
เธอยื่นนิ้วเรียวสองนิ้วออกมา แตะแก้มทารกเบา ๆ แววตาปรากฏรอยยิ้ม “เด็กคนนี้ เกิดมาสวยจริง ๆ”
หยุดไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็ถอดกำไลเงินจากข้อมือ กำไลเส้นนั้นเล็กบางประณีต สลักลายดอกบัวพันกัน แม้จะไม่หนักมาก แต่ก็งดงามมาก
“นี่คือตอนที่ข้าแต่งงาน อากงให้เป็นสินสอดเพิ่ม ”
โจวซื่อสอดกำไลเข้าไปในผ้าห่อตัวเป่าจูเบา ๆ “ให้เป่าจูของเราใส่ จะได้เป็นสินสอดในอนาคต”
