“ที่นี่เป็นรังที่พวกแกใช้ลักพาตัวผู้หญิงกับเด็กหรือเปล่า?”
แววหวาดกลัวและลังเลวูบผ่านดวงตาของลูกน้องที่คอยดูต้นทาง
แต่ความหวังที่จะรอดชีวิตเอาชนะเหตุผลไปแล้ว เขาตัดสินใจในเวลาเพียง 2 วินาที
ซูยู่ไป๋หรี่ดวงตาดำขลับ “ข้างในมีพวกแกกี่คน?”
คราวนี้สีหน้าลังเลบนใบหน้าของลูกน้องที่คอยดูต้นทางยิ่งเด่นชัดขึ้น ราวกับจับสังหารที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของซูยู่ไป๋ได้
ซูยู่ไป๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้มีดเชือดหมูเปื้อนเลือดแทงเข้าที่ต้นขาอย่างแรง
“อื้อ ๆ—!”
ซูยู่ไป๋กล่าว “ฉันมีความอดทนจำกัด นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของแก!”
ลูกน้องที่คอยดูต้นทางรีบพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มกะพริบตา
ซูยู่ไป๋ขมวดคิ้วน้อย ๆ หกคน
“พวกแกจับตัวมาแล้วกี่คน?”
หลังจากได้บทเรียนเมื่อครู่ ลูกน้องที่คอยดูต้นทางก็เชื่อฟังขึ้นมาก
“ห้าคน” แววเย็นเยียบวูบผ่านดวงตาของซูยู่ไป๋
“ตอนนี้หวังเอ้อเฉียงอยู่ที่ไหน? เขาเป็นคนบงการ หรือมีคนอื่นอีก?”
ลูกน้องที่คอยดูต้นทางส่ายหน้าอย่างสะอึกสะอื้น ดูท่าจะกลัวว่าซูยู่ไป๋จะเข้าใจผิดแล้วลงมือกับเขาอีก ดวงตาเต็มไปด้วยแวววิงวอน
ซูยู่ไป๋หรี่ตาลงเล็กน้อย มือใหญ่ราวกับคีมเหล็กคลายออกนิดหนึ่ง
“เขาอยู่...” ลูกน้องที่คอยดูต้นทางพูดพลางข่มความเจ็บปวด วินาทีถัดมากลับร้องขึ้นมาทันทีว่า “ช่วย...”
แต่ยังไม่ทันเปล่งเสียง ซูยู่ไป๋ที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วก็กดหัวอีกฝ่ายลง ยกเข่าขึ้นสูง
“กร๊อบ!”
เสียงกระดูกแตกถูกเสียงลมกลบจนมิด
ลูกน้องที่ดิ้นพล่านกระตุกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนิ่งสนิท
ซูยู่ไป๋ปล่อยมือ ร่างของลูกน้องที่คอยดูต้นทางอ่อนปวกเปียกราวกับเส้นบะหมี่ ล้มพับลงกับพื้นโดยไม่ขยับ
ซูยู่ไป๋ค่อย ๆ เข้าใกล้กำแพงดินที่ก่อสูงขึ้น แล้วขยายประสาทสัมผัสให้เต็มที่
เสียงพูดคุยจากด้านในลอยเข้าหู
ตำแหน่งกับระยะห่างของอีกฝ่ายค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในความคิด นี่คือความสามารถที่ซูยู่ไป๋ใช้เอาชีวิตรอดในป่าบนภูเขาในชาติก่อน
ห้าคน มีหนึ่งคนอยู่ในลานบ้าน
อีกสี่คนดื่มเหล้าอยู่ในบ้าน
ซูยู่ไป๋รู้ว่าตัวเองต้องตัดสินใจแล้ว เขารอได้ แต่หญิงตั้งครรภ์กับเด็ก ๆ ที่กำลังจะถูกทำร้ายรอไม่ได้
เขายอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนดี ถึงขั้นพูดได้ว่าเป็นคนเลวคนหนึ่ง
