ซูยู่ไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง เท้าเหยียบพลาดลื่นจนล้มทั้งตัวลงกับพื้น
แต่ซูยู่ไป๋ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย รีบลุกขึ้นยืน สายตาจับจ้องไปที่เงาร่างสองสามคนที่อยู่ข้างหน้าอย่างไม่วางตา
ร่างเล็กผอมบางที่อยู่ริมสุด
เสื้อแจ็กเก็ตผ้าสีน้ำเงินปะไว้หลายจุด ปลายคอเสื้อสึกจนขาว ผ้าพันคอไหมพรมหยาบพันรอบใบหน้าครึ่งหนึ่ง
ท่าทางของเขาดูซอมซ่อเกินไป เงาร่างที่เดินสวนมาหลายคนจึงพากันมองมา
ซูยู่ไป๋ไม่สนใจสายตาของคนอื่น เดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลถามขึ้นว่า “พี่สะใภ้ พี่ไปไหนมา? พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เจียงชิงหวานก็มองออกว่าร่างยับเยินนี่คือน้องสามีของตัวเอง กำลังจะถามกลับ ก็ถูกคำถามพรวดพราดของเขาทำเอาอึ้งไปชั่วขณะ
“ฉันไม่เป็นไร เสี่ยวไป๋ นายมาที่นี่ได้ยังไง?”
ซูยู่ไป๋เห็นเจียงชิงหวานปลอดภัยดี ก้อนหินก้อนใหญ่ในใจก็พลอยหายไป “ผมเห็นบ้านมันรก แล้วก็มีคราบเลือดอยู่ที่พื้น เลยคิดว่าพี่เป็นอะไรไป”
เจียงชิงหวานสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่สั่นเครือของซูยู่ไป๋ และท่าทางโล่งอกของเขา จู่ ๆ ความรู้สึกแปลก ๆ ก็ผุดขึ้นในใจ ก้มหน้าลงไม่อยากสบตาด้วย “เป็นลูกชายคนที่สามของป้าลี่ เผลอมีดบาดมือ ป้าลี่พอดีเอาพริกแห้งมาส่งที่บ้านเรา ฉันก็เลยช่วยเขาลากเกวียนส่งไปโรงพยาบาลประจำคอมมูน”
ซูยู่ไป๋พยักหน้า รู้ว่าตัวเองคิดมากเกินไป แต่เขาไม่กล้าเสี่ยง เพราะรอยเท้าด้านนอกดูยุ่งเหยิง และมีรอยเท้าผู้ชายอยู่หลายรอย
ป้า ๆ สองสามคนที่กลับมากับเจียงชิงหวานกระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง ป้าคนหนึ่งโพกผ้าสีเขียวเอ่ยปากถามขึ้น “ป้าใหญ่บ้านซู เมื่อกี้แกไปก่อหนี้พนันข้างนอกมาจริงเหรอ?”
