“ซังเซี่ย วันนี้เป็นวันมงคลของข้ากับหว่านหนิง เจ้ามาสร้างเรื่องเช่นนี้ ต้องการทำลายข้าหรือ?”
เสียงเกรี้ยวกราด แทงทะลุแก้วหูของซังเซี่ย และดึงสติของนางกลับมา
นางมองไปยังบุรุษตรงหน้า ผู้สวมชุดวิวาห์สีแดงฉาน ใบหน้าเย็นชา เข้มงวด และสตรีที่แนบชิดข้างกายเขา นางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงเช่นกัน แววตาฉายแววดูแคลน
ศีรษะนางมึนงงเล็กน้อย
นางมิใช่สั่งสมบุญวาสนาครบถ้วน ใกล้จะทะยานขึ้นสู่สวรรค์หรอกหรือ?
แล้วเหตุใด? ขณะกำลังฝ่าท่ามกลางสายฟ้าสายสุดท้าย คล้ายถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มเปา
นาง... ครานี้คือทะยานขึ้นสู่สวรรค์ล้มเหลวแล้วอย่างนั้นหรือ?
ทันใดนั้นเอง ศีรษะก็ปวดร้าวรุนแรง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนหลั่งไหลเข้ามาในสมอง
ซังเซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย อาศัยความทรงจำของร่างเดิม ในไม่ช้านางก็จัดระเบียบสถานการณ์เบื้องหน้าได้แจ่มชัด
ซังเซี่ยแต่งงานกับซูเซี่ยงเฉินเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเขายังเป็นบัณฑิตยากจน นางตรากตรำทำงานไม่แบ่งกลางวันกลางคืน เพื่อส่งเสียสามีเล่าเรียนสอบเข้ารับราชการ
ลำบากลำบนจนมาถึงวันที่ซูเซี่ยงเฉินสอบได้ พาทั้งครอบครัวย้ายมาเมืองหลวง คิดว่าจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
ใครจะรู้ ซูเซี่ยงเฉินกลับจะปีนป่ายกิ่งไม้สูงส่ง แต่งงานกับบุตรีของหย่งอานโหว
วันนี้คือวันวิวาห์ของเขา ส่วนนางผู้เป็นภรรยาเอกของร่างเดิม ต่อให้ไม่เต็มใจเพียงใด ก็ไม่อาจขัดขวางได้
มองดูพิธีวิวาห์ที่โอ่อ่าตระการตา นางอดนึกถึงภาพตอนนางกับซูเซี่ยงเฉินแต่งงานกันไม่ได้
กระท่อมฟางหลังหนึ่ง ไม่มีสินสอด ไม่มีแขกเหรื่อ สองคนเพียงกราบฟ้าดินเท่านั้น
ซังเซี่ยยิ่งคิดก็ยิ่งขมขื่นกลัดกลุ้ม ในชั่วพริบตาที่มึนงง ก็พลัดตกลงในสระบัว จากนั้นนางก็เข้ามาในร่างนี้
ซูเซี่ยงเฉินหาได้สังเกตเห็นความผิดปกติของนางไม่ ยังคงตำหนิด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ซังเซี่ย ข้ามิได้หย่าขับไล่เจ้าไป ก็ถือว่ามีเมตตาถึงที่สุดแล้ว ต่อจากนี้ไป เจ้าจงอยู่ในเรือนเล็กนี้อย่างสงบเสงี่ยม หากยังกล้าสร้างเรื่องสร้างราวอีก ก็อย่าโทษข้าว่าไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์เก่า”
“เซี่ยงเฉิน จะว่าไป นางก็เป็นภรรยาเอกของเจ้า ถึงตอนนี้ฐานะของเจ้าจะห่างชั้นกันมาก นางคู่ควรกับเจ้าแล้ว ทว่าอย่างไรนางก็เคยทนทุกข์ร่วมกับเจ้ามาก่อน เราควรปฏิบัติต่อนางให้ดี”
ลู่หว่านหนิงที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีใจกว้างจอมปลอม “ข้ามิใช่คนใจแคบแต่อย่างใด ขอเพียงนางไม่ก่อเรื่อง ข้าย่อมจะให้นางใช้ชีวิตอย่างดีในจวนจอหงวนนี้แน่”
“หว่านหนิง” ซูเซี่ยงเฉินจ้องมองนางด้วยแววตาลุ่มลึก “ข้าทำคุณงามความดีใดมา จึงได้แต่งงานกับภรรยาผู้เข้าใจผู้อื่นเช่นเจ้า”
“หว่านหนิงสมกับเป็นสตรีจากตระกูลใหญ่หลวงจริงๆ วิสัยทัศน์หาใช่หญิงชาวบ้านป่าอย่างนั้นเทียบได้”
เสียงแหลมสูงที่แฝงแววประจบประแจงดังมาจากหน้าประตู
เพียงเห็นหญิงชรานางหนึ่งสวมเสื้อแขนยาวสีม่วงเข้มทั้งตัวประดับด้วยเครื่องประดับทองคำและเงินเต็มร่างเดินเข้ามา
นางผู้นี้ก็คือมารดาของซูเซี่ยงเฉิน แม่สามีของซังเซี่ยนั่นเอง
ตั้งแต่วันแรกที่ซังเซี่ยแต่งเข้าตระกูลซู นางก็ใช้สารพัดวิธีกลั่นแกล้งรังแก ร่างเดิมคิดว่านิสัยของนางเป็นเช่นนั้นแต่กำเนิด กระทั่งได้เห็นด้านที่ประจบประแจงต่อลู่หว่านหนิง จึงเข้าใจว่า ตัวนางเองไม่เคยอยู่ในสายตาของแม่สามีผู้นี้เลย
ต่อให้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทั้งนางและซูเซี่ยงเฉินต่างต้องพึ่งพาร่างเดิมเลี้ยงดู ในใจก็หาได้มีความรู้สึกซาบซึ้งแม้แต่น้อย
นางถลึงตาใส่ซังเซี่ย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “หว่านหนิง เจ้าวางใจเถิด วันหน้าข้าจะเฝ้าดูนางไว้ให้ดี ไม่ให้นางไปก่อความรำคาญต่อหน้าเจ้าแน่”
เมื่อได้ยินนางเรียกตนเองว่า “ข้า” ลู่หว่านหนิงขมวดคิ้วอย่างแทบจะสังเกตไม่เห็น ทว่าบนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยน “ดี”
หวังซื่อสาวเท้าอย่างรวดเร็ว ยกมือขึ้นหมายจะตบไปที่ซังเซี่ย ซังเซี่ยหลบหลีกตามสัญชาตญาณ หวังซื่อเกือบจะล้มคว่ำลงกับพื้น โชคดีที่มีป้าหัวหน่าวข้างกายช่วยพยุงนางไว้
“ซังเซี่ย เจ้าชักจะเหิมเกริมแล้วนะ กล้าหลบข้า เชื่อหรือไม่ว่า ข้าจะไล่เจ้าออกจากตระกูลซู? ให้เจ้าไร้บ้านไร้ถิ่น”
นี่คือวิธีที่พวกเขาใช้ควบคุมร่างเดิม เสียงหนวกหูของพวกนาง ทำให้ซังเซี่ยหงุดหงิดรำคาญใจ
“ข้าเชื่อ เช่นนั้นก็ไล่ข้าออกไปเสียเถิด”
คำพูดนี้ออกไป ทั้งสามคนต่างชะงักไปชั่วขณะ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
ซูเซี่ยงเฉินเพิ่งสังเกตเห็นว่า ซังเซี่ยตรงหน้ามีสีหน้าเย็นชา ไม่เหมือนเดิมเลยสักนิด
“ข้าบอกว่า ข้าจะหย่าและแยกทางกัน ต่อแต่นี้ไปไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลซูของเจ้าอีก”
ซังเซี่ยเอ่ยอย่างเน้นคำทีละคำ
“เจ้าเต็มใจจริงหรือ?”
ซูเซี่ยงเฉินรู้สึกยินดีในใจ
ในวินาทีแรกที่สอบได้ที่หนึ่ง เขาก็อยากจะหย่าภรรยาอยู่แล้ว เพียงแต่ซังเซี่ยร้องจะตายจะเป็น ไม่ยินยอมแต่อย่างใด
กระทั่งกล่าวว่า ขอเพียงเขากล้าเขียนหนังสือหย่า นางก็จะไปฟ้องร้องที่ศาลาว่าการ ให้ชาวโลกรู้กันทั่วว่าเขาคือเฉินซื่อเหม่ย
ซูเซี่ยงเฉินเพิ่งสอบผ่าน เกรงกลัวว่าชื่อเสียงด้านลบเช่นนี้จะทำลายอนาคตของตน จึงได้รับซังเซี่ยกลับมาที่เมืองหลวง
“รีบๆ เขียนเถิด”
ลู่หว่านหนิงดึงแขนเสื้อของเขาเอ่ยเร่ง
นางไม่สนใจว่าเหตุใดซังเซี่ยจึงคิดได้ อย่างไรเสียนางยินยอมหย่าและแยกทางกัน นั่นเป็นเรื่องดีสำหรับนาง
“ใช่ ใช่ หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึกมา”
ราวกับเกรงว่านางจะเปลี่ยนใจ ซูเซี่ยงเฉินจึงลงมือเขียนหนังสือหย่าทันที
ซังเซี่ยมองแวบหนึ่ง ฉีกหนังสือหย่าทิ้งพร้อมกับหัวเราะเย็น “ข้าต้องการหนังสือหย่าและแยกทาง”
ซูเซี่ยงเฉินสีหน้าชะงักค้าง รู้สึกว่าภรรยาที่อยู่ร่วมกันมาสองปีตรงหน้านี้ ช่างแปลกหน้ายิ่งนัก
จำต้องเขียนหนังสือหย่าและแยกทางแต่โดยดี
ซังเซี่ยมองดู ยืนยันว่าไม่มีปัญหา จึงเก็บหนังสือหย่าและแยกทางให้เรียบร้อย
แววตาของนางกวาดมองทั้งสามคน ไปหยุดอยู่ที่ท้องของลู่หว่านหนิงในที่สุด
วันนี้เพิ่งแต่งงาน นางกลับมีครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว ช่างน่าขันเสียจริง
แววตานางเลื่อนไปที่ซูเซี่ยงเฉินอีกครั้ง จ้องมองไออาภัพที่ล้อมรอบตัวเขา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ยินดีด้วย ชีวิตอันแสนดีของเจ้ากำลังจะมาถึงแล้ว”
กล่าวจบ นางก็ก้าวยาวๆ ออกจากเรือนที่เต็มไปด้วยไอหยินนี้
นับตั้งแต่วันนี้ ตระกูลซูจะเริ่มต้นทางตกต่ำแล้ว
ออกจากตระกูลซูมา
ซังเซี่ยมองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มอย่างจนใจ
สวรรค์ นางอู๋อีบำเพ็ญเพียรมาสามร้อยปี ถึงมีโอกาสได้ทะยานสู่สวรรค์ แท้จริงแล้วนางทำผิดอะไร จึงต้องร่วงหล่นในวันทะยานเช่นนี้
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ยังมีสิ่งใดที่โหดร้ายไปกว่านี้อีกหรือ?
และยังทำให้นางสูญสิ้นพลังวิญญาณ กลายเป็นคนขี้แพ้ผู้โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง ถูกผู้อื่นรังแก
ตามความทรงจำของร่างเดิม ตอนนี้คือปีที่สามสิบแห่งรัชศกเต๋อเซิ่ง ห่างจากวันที่นางร่วงหล่น ดูเหมือนจะผ่านไปราวร้อยปีแล้ว
ไม่รู้ว่าศิษย์ของนางล้วนไปอยู่ที่ใด? ร่างเดิมอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมาตลอดปี รับรู้เรื่องโลกภายนอกน้อยมาก
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น ท้องก็ส่งเสียงร้องโครกคราก
นี่คือหิวแล้ว...?
ซังเซี่ยจนใจ ร่างเดิมเหมือนจะไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว ตอนนี้นางถูกขับออกจากตระกูลซู ตัวเปล่าไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะ แม้แต่จะซื้อซาลาเปายังไม่มีปัญญา
แววตานางกวาดมองไปทั่ว สุดท้ายก็หยุดลงที่ร้านซาลาเปาไม่ไกลนัก
นางค่อยๆ เดินเข้าไป มองไปยังเจ้าของร้านหญิงผู้มีใบหน้าใจดี ครุ่นคิดหาถ้อยคำแล้วเอ่ยว่า “ท่านป้า ให้ข้าทำนายโชคชะตาท่านหนึ่งครั้ง ท่านให้ซาลาเปาข้าสองลูกได้หรือไม่?”
ซังเซี่ยไม่เคยคิดเลยว่าตนจะมีวันเช่นนี้
ยามนั้นการทำนายของนางต่อให้มีเงินพันตำลึงก็ยากจะขอได้ มาบัดนี้ เพื่อซาลาเปาสองลูก กลับต้องอ้อนวอนขอทำนายให้ผู้อื่น
ที่น่าขันยิ่งกว่านั้นคือ ท่านป้ากลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “แม่นาง ร้านข้าเป็นการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ไม่สามารถให้ทานเจ้าได้จริงๆ”
นี่คิดว่านางเป็นขอทานหรือ?
ท่านป้ากล่าวต่อไป “แต่ว่าวันนี้ฮูหยินสกุลเว่ยทางใต้ของเมืองกำลังแจกโจ๊ก ตอนนี้เจ้าไปยังทันนะ”
ว่าแล้วก็ร้องเรียกขายของต่อไป ไม่สนใจซังเซี่ยอีก
ท้องที่หิ่วยุบแล้วอย่างซังเซี่ย ก็จำต้องหน้าด้านเดินทะลุผ่านสองถนน มาถึงจุดแจกโจ๊กทางตอนใต้ของเมือง
เห็นว่าที่นี่ได้มีคนอพยพและขอทานมารวมตัวกันไม่น้อย ต่างกำลังยืนต่อแถวรับโจ๊ก
“ฮูหยินเว่ยช่างใจบุญจริงๆ ในบ้านเกิดเรื่องเช่นนี้แล้ว ก็ยังไม่ลืมพวกเราคนยากไร้”
“ก็ใช่น่ะสิ ฮูหยินเว่ยเป็นคนดีปานนี้ เหตุใดชะตาจึงอาภัพถึงเพียงนี้”