ในห้องตรวจ
หลังจากคุณหมอตรวจแผ่นหลังกับเอวเสร็จ ก็พูดว่า “แผ่นหลังมีรอยฟกช้ำเป็นบริเวณกว้าง ส่วนเอวมีกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนฟกช้ำ สองวันนี้อย่าทำกิจกรรมหนัก ประคบเย็นให้ตรงเวลา แล้วก็พักผ่อนให้มาก”
พูดจบ คุณหมอก็ออกไป
หลีม่านรับถุงน้ำแข็งมา ห่อด้วยผ้าขนหนู แล้วค่อย ๆ ประคบลงบนแผ่นหลังของเวินอวี่อย่างระมัดระวัง มือเบามาก แต่ปากยังด่าไม่หยุด “คนบ้านนั้นมันไม่ใช่คนจริง ๆ เลวเสียยิ่งกว่าสัตว์! โดยเฉพาะหานซาน สมองโดนลาถีบมาหรือไง โดนฉินหลานหลอกใช้แล้วยังยิ้มแฉ่งช่วยนับเงินให้อีก ไม่ส่องดูตัวเองในกระจกบ้างหรือไง คนอย่างฉินหลานจะเห็นเธออยู่ในสายตาได้ยังไง ก็แค่เอาเธอมาใช้เหมือนหมาตัวหนึ่ง แต่เธอกลับคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญเสียได้”
เธอเปลี่ยนถุงน้ำแข็ง แล้วด่าต่อ “แล้วยังยายแก่คนนั้นอีก วัน ๆ ทำหน้าเมตตาเหมือนรักเธอมากนักหนา แต่ที่จริงในใจก็รู้ดีทุกอย่าง พูดไปพูดมา เวินอวี่เธอก็แค่เด็กที่รับมาเลี้ยง ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับพวกเขา ต่อให้หลานสาวแท้ ๆ จะเหลวแหลกแค่ไหนก็ยังเป็นหลานแท้ เธอดีกับเขาแค่ไหนก็เป็นคนนอกอยู่ดี เธอออกเงินรักษาโรคให้ยาย เปลี่ยนไต ย้ายโรงพยาบาลมาที่นี่ เดือนหนึ่งทุ่มเงินลงไปตั้งหลายแสน แล้วผลเป็นยังไงล่ะ สุดท้ายเขาก็ยังบีบให้เธอยอมถอย”
“เช็ดน้ำตาปุ๊บก็พูดว่า ‘เธอยอมลำบากหน่อยเถอะ’ ลำบากบ้านเธอสิ!”
หลีม่านยิ่งพูดยิ่งโมโห เผลอออกแรงมากไป เวินอวี่สูดปากด้วยความเจ็บ เธอรีบผ่อนแรง แต่ปากยังไม่หยุด “พูดถึงเรื่องไฟล์เสียง เธอลบไปจริง ๆ เหรอ”
เวินอวี่นอนคว่ำอยู่บนเตียงตรวจ หลับตาลง “ฉันไม่ได้ลบ”
ถุงน้ำแข็งในมือหลีม่านเกือบหล่นลงพื้น ดวงตาเบิกกว้าง “เธอไม่ได้ลบเหรอ!”
เวินอวี่ลืมตาขึ้น หันมามองเธอ มุมปากยกเป็นรอยยิ้มอ่อนล้า “ฉันไม่ได้โง่สักหน่อย จะลบทิ้งจริง ๆ ได้ยังไง”
เธอกลับไปนอนคว่ำเหมือนเดิม “ในคอมพิวเตอร์ที่บ้านยังมีสำรองอยู่ เมื่อกี้ฉันแค่ลบออกจากมือถือ เพื่อให้คุณยายใจเย็นลงเท่านั้น”
