น้ำเสียงนั้นแฝงคำวิงวอนของผู้มีอำนาจที่ยอมก้มหัวลง
หัวใจของเวินอวี่อ่อนยวบ เธอขานรับเบา ๆ ว่า “อืม” โดยไม่ลุกขึ้นนั่ง ปล่อยให้เขากอดเธออยู่อย่างนั้น
ในห้องหนังสือเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน เบาหนึ่งหนักหนึ่ง คลอเคล้ากัน
เธอซุกอยู่ในอ้อมแขนเขา ได้กลิ่นซีดาร์จาง ๆ จากตัวเขา ปะปนกับกลิ่นไม้และกาวเล็กน้อย
แม้มีเสื้อเชิ้ตกั้นอยู่ หัวใจของเขาก็ยังเต้นเร็ว ตึกตัก ๆ ราวกับยังไม่หลุดพ้นจากความฝันเมื่อครู่
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมือลงบนอกเขาเบา ๆ
เจียงจิ้นก้มมองเธอ สายตาหยุดอยู่ที่ขนตาซึ่งทอดต่ำลง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “อยากกอดคุณแบบนี้ไปตลอดชีวิตจัง”
หัวใจของเวินอวี่สั่นวูบ
นี่เป็นคำพูดที่ใช้พูดกับภรรยาที่แต่งงานกันเพราะข้อตกลงอย่างนั้นหรือ?
ถ้าเป็นคนทั่วไปก็อาจไม่เท่าไร แต่เธอเป็นนักวาดภาพประกอบคดีอาชญากรรม ย่อมมองออกว่าเจียงจิ้นรักเธอ
เธออยากถามว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเคยรู้จักกันหรือเปล่า ทำไมรูปถ่ายใบนั้นถึงอยู่ในลิ้นชักของเขา ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?
แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก เธอก็กลืนมันกลับลงไป
เธอไม่แน่ใจว่าคำถามเหล่านี้จะทำให้เขาจมดิ่งกลับไปอยู่ในความหวาดกลัวเมื่อครู่อีกหรือไม่
เธอถึงกับรู้สึกว่าเรื่องสองเรื่องนั้นอาจเกี่ยวข้องกับบาดแผลในวัยเด็กของเขา
อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะถาม
ทั้งสองกอดกันอยู่อีกพักหนึ่ง
ความหวาดกลัวบนใบหน้าของเจียงจิ้นจางหายไปจนหมด จังหวะหัวใจกลับมาเป็นปกติ เขาจึงค่อย ๆ คลายอ้อมแขน
เวินอวี่ลุกขึ้นนั่ง รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
เธอเหลือบเห็นกล่องกำมะหยี่บนโต๊ะกลาง จึงยื่นมือไปหยิบ…นิ้วเพิ่งงอได้เล็กน้อยก็เจ็บจนชักกลับ รอยแดงบนข้อนิ้วเห็นชัดเจน
