วันรุ่งขึ้น เวินอวี่ได้พบกับซ่งจิ้ง
เธอแทบจำอีกฝ่ายไม่ได้
คนที่เมื่อก่อนรักการแต่งตัวมากขนาดนั้น ตอนนี้กลับมีผมบางหรอมแหรม ใบหน้าเหลืองซีด แถมยังมีฝ้ากระผุดขึ้นมามากมาย
ทั้งตัวห่อไหล่ เวลาพูดก็มองล่อกแล่ก ไม่กล้าสบตาใคร
ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งงานแล้วมีความสุขหรือไม่ แค่มองหน้าก็รู้
สามีรักเธอหรือเปล่า ชีวิตราบรื่นหรือไม่ ล้วนเขียนอยู่บนใบหน้าทั้งหมด
สภาพของซ่งจิ้งแบบนี้ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเธอแต่งงานกับคนแบบไหน
เมื่อซ่งจิ้งเห็นเวินอวี่ แววตากลับเผยความอิจฉาออกมา “เวินอวี่ เธอสวยขึ้นเรื่อย ๆ เลย ทั้งตัวดูมีสง่าราศีขึ้นมาก”
เวินอวี่ยิ้มขื่น
เมื่อครึ่งเดือนก่อน ตัวเธอเองก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้เท่าไร
ทั้งสองคุยกันอยู่นาน
ซ่งจิ้งร้องไห้ไม่หยุด เล่าว่าสามีปฏิบัติกับเธออย่างไร แม่สามีกลั่นแกล้งเธออย่างไร ชีวิตของเธออึดอัดกดดันแค่ไหน
เวินอวี่แทบไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งฟังเงียบ ๆ
จากนั้นเธอก็พาซ่งจิ้งไปสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนทำขนมอบ
ซ่งจิ้งถามว่าใครเป็นคนจัดการให้ เวินอวี่ตอบว่า “ฝากเพื่อนช่วยจัดการให้น่ะ”
ก่อนแยกย้าย เวินอวี่ถามขึ้นมาว่า “ตั้งแต่เราเรียนประถมจนถึงมัธยมปลาย ฉันเคยเจอเหตุการณ์สะเทือนใจอะไรบ้างไหม แบบที่อาจทำให้ความจำเสื่อมน่ะ”
ซ่งจิ้งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า “ไม่มีนะ ถ้าจะว่าเป็นเรื่องสะเทือนใจ ก็คงเป็นตอนพ่อบุญธรรมของเธอทำร้ายเธอ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ความจำเสื่อมหรอก”
เวินอวี่ถามอีกว่า “เธอแน่ใจนะ”
ซ่งจิ้งพยักหน้า “แน่ใจ”
เวินอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า “แต่ฉันรู้สึกมาตลอดว่าเหมือนตัวเองทำความทรงจำบางช่วงหายไป”
ซ่งจิ้งมองเธอแวบหนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็พูดว่า “จะเป็นเรื่องก่อนเธออายุหกขวบหรือเปล่า ก่อนที่เธอจะมาสถานสงเคราะห์น่ะ”
เธออายุมากกว่าเวินอวี่หนึ่งปี ยังจำได้ว่าวันที่เวินอวี่เพิ่งมาถึงสถานสงเคราะห์ เธอกำลังเป็นไข้สูง
เวินอวี่ชะงักไป
เรื่องก่อนอายุหกขวบ คนส่วนใหญ่มักจำไม่ค่อยได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังพอมีภาพเลือนรางอยู่บ้าง แต่ความทรงจำของเธอก่อนอายุหกขวบกลับว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
