แม้นักสู้ผู้นี้จะนับว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง
แต่ในสายตาของฮวาเหยา ตราบใดที่หลิวอวิ๋นเฟยอยู่ตรงนี้ นางก็ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด
คนอื่น ๆ ต่างพากันตกใจจนหน้าถอดสี
แต่ฮวาเหยากลับไม่หวั่นไหว สีหน้ายังคงสงบนิ่ง
หลิวอวิ๋นเฟยที่ยืนอยู่ด้านหลังนางพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเข้าปกป้องฮวาเหยาไว้ข้างกาย ขณะที่ปลายดาบอยู่ห่างจากอกของฮวาเหยาไม่ถึง 5 เซนติเมตร คมดาบกลับหยุดนิ่งกลางอากาศ
หลิวอวิ๋นเฟยจับข้อมือของมือสังหารไว้ด้วยมือข้างเดียว ทำให้เขาขยับไม่ได้
แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ล้มเลิกความคิดที่จะสังหารฮวาเหยา
เขาใช้มืออีกข้างล้วงไปด้านหลังเอว เตรียมชักดาบสั้นเล่มที่สองออกมา
หลิวอวิ๋นเฟยไหวตัวทัน ยกเท้าเตะไปยังมืออีกข้างของมือสังหารที่เพิ่งเอื้อมไปด้านหลังเอว
“กร๊อบ!”
เสียงกระดูกหักดังขึ้น ดาบสั้นร่วงลงพื้น เกิดเสียง “เคร้ง” ข้อมือของมือสังหารถูกหลิวอวิ๋นเฟยเตะจนหัก
ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นไปทั่วร่าง
ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว หลิวอวิ๋นเฟยก็ยกเท้าเตะเข้าที่ท้องของเขาเป็นครั้งที่สอง
“อ๊าก!”
สิ้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างมือสังหารก็ปลิวออกไป
“ปัง!”
ตามมาด้วยเสียงร่างคนกระแทกเสาหินภายในโถง
“ปัง!”
จากนั้นเสียงร่างคนตกกระแทกพื้นอย่างแรงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เห็นเพียงมือสังหารที่กุมท้อง ขดตัวอยู่บนพื้น งอตัวเหมือนกุ้งตัวใหญ่ ร่างกายกระตุกไปทั้งตัว
พวกลูกน้องเพิ่งได้สติในตอนนั้น คนหลายสิบคนกรูกันเข้ามา รุมเตะต่อยมือสังหารที่อยู่บนพื้น
เมื่ออู๋ป๋อเฟิงเห็นเช่นนั้น รูม่านตาก็หดเล็กลง
เขาคิดในใจว่าท่าไม่ดีแล้ว
เขาไม่คิดเลยว่าข้างกายฮวาเหยาจะมียอดฝีมือเช่นนี้
เดิมทีเขาคิดจะจัดฉากให้มีคนลอบสังหารฮวาเหยาในวันนี้ ทำให้นางบาดเจ็บสาหัสหรือหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ จากนั้นค่อยช่วยนางไว้ เพื่อฉวยโอกาสแย่งชิงสำนักอี้เหอที่อู๋ป๋อเหลียงลูกพี่ลูกน้องของเขาทิ้งไว้ แล้วขึ้นนั่งเก้าอี้ใหญ่
