จิงไห่
หน้าอาคารสถานีตำรวจเป่าฉวน
สายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างจับจ้องชายร่างกำยำคนหนึ่ง
เขาสูงถึง 1.9 เมตร สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำตัวหลวมท่อนบน ส่วนท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นสีเขียวมะกอก กล้ามเนื้อทั่วร่างพองนูน เส้นเลือดใต้ผิวหนังปูดโปนใหญ่พอ ๆ กับนิ้วหัวแม่มือของผู้ชายวัยผู้ใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น กล้ามเนื้อไบเซ็ปส์อันมหึมาของเขายังใหญ่พอ ๆ กับศีรษะของเด็กวัยสิบกว่าขวบ!
ชายคนนี้คือหวังเหิง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 รุ่นปี 2026 ของวิทยาลัยตำรวจจิงไห่
วันนี้เขามาที่นี่เพื่อทำภารกิจฝึกงานในปีสุดท้ายให้เสร็จสิ้น
หวังเหิงมองประตูสถานีตำรวจตรงหน้า มือทั้งสองล้วงกระเป๋า ร่างกายเกร็งจนสั่นเทา
สีหน้าเขาหม่นคล้ำ จ้องประตูสถานีตำรวจเขม็ง พลางกู่ร้องในใจไม่หยุด
“แย่แล้ว...ทุกคนมากันหมดแล้ว เหลือแค่ฉันที่มาสาย”
แต่ภาพที่คนเดินผ่านเห็นกลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทุกคนพากันจินตนาการไปเองว่า “หมอนี่ต้องเป็นอาชญากรแน่ ๆ! มามอบตัวแน่นอน!”
เมื่อรวมกับแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวหวังเหิง ก็ยิ่งทำให้ผู้คนมั่นใจในความคิดของตน
มีเพียงฆาตกรที่เคยเปื้อนเลือดด้วยมือของตัวเองเท่านั้นถึงจะมีบรรยากาศแบบนี้ได้!
พอตระหนักเช่นนั้น ผู้คนต่างก็ถอยห่างจากหวังเหิงโดยไม่รู้ตัว
และในจังหวะนั้นเอง!
หวังเหิงหน้าคล้ำ ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในสถานีตำรวจ
ยิ่งเขาเร่งฝีเท้า หัวใจของผู้คนก็ยิ่งเต้นรัวอย่างห้ามไม่อยู่
เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ในโถงสถานีตำรวจเป่าฉวน
ร่างของหวังเหิงบดบังตำรวจสาวหลิวซีที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์จนมิด
แสงสว่างถูกบังจนหมด ราวกับดวงอาทิตย์ตกดินและทุกอย่างจมลงสู่ความมืด
“ใครปิดไฟน่ะ?”
หลิวซีพึมพำ แล้วเงยหน้าขึ้นโดยไม่ทันคิด
แต่พอเห็นเข้า เธอก็ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่
หวังเหิงพยายามฝืนยิ้ม กล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยวเข้าหากันในพริบตา ราวกับสวมหน้ากากปีศาจ
ภาพนั้นทำให้หลิวซีแข็งทื่อด้วยความตกใจ ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เธอรวบรวมแรงทั้งหมดค่อย ๆ ยื่นมือไปคลำหาปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉินใต้โต๊ะ เสียงสั่นเครือขณะถามหวังเหิง
“คะ...คุณ...สวัสดีค่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
สิ้นเสียงนั้น
หวังเหิงก็ค่อย ๆ ชักมือออกจากกระเป๋ากางเกง เห็นได้ชัดว่าในมือกำลังถืออะไรบางอย่างอยู่
ผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่รอบสถานีตำรวจเป่าฉวนเห็นภาพนั้นเข้าก็พากันตื่นตระหนกทันที
“ฉิบหาย...หมอนี่คิดจะปล้นสถานีตำรวจหรือไงวะ!?”
“มันบ้าไปแล้ว หรือฉันกันแน่ที่บ้า?”
...
เมื่อเห็นว่าหวังเหิงกำลังจะชักมือออกจากกระเป๋ากางเกงจนหมด หลิวซีก็ทนแรงกดดันไม่ไหว กดปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉินทันที!
วินาทีถัดมา เสียงฝีเท้ารัวเร็วพลันดังขึ้นภายในสถานีตำรวจเป่าฉวน
หวังเหิงยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นตำรวจสิบกว่านายวิ่งกรูเข้ามา
พวกเขาล้อมหวังเหิงไว้ทันที ทุกคนจ้องเขาเขม็งด้วยสายตาเฉียบคม
ทุกคนวางมือไว้ตรงเอว กำด้ามปืนพร้อมชักออกมาได้ทุกเมื่อ ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มตวาดหวังเหิงด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“อย่าคิดขัดขืนจะดีกว่า”
“ค่อย ๆ เอามือออกจากกระเป๋า!”
คราวนี้หวังเหิงงงเป็นไก่ตาแตก ไม่กล้าพูดสักคำ แล้วค่อย ๆ เอามือออกจากกระเป๋า
เมื่อเขาหยิบของในกระเป๋าออกมา ทุกคนจึงเห็นชัดว่ามันคืออะไร
มันคือกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่ง
“คลี่ออกเอง!”
ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มยังคงจ้องหวังเหิงอย่างระแวดระวัง พร้อมตะคอกเสียงเข้ม
หวังเหิงรู้ว่าพวกเขาคงเข้าใจผิด แต่ก็รีบทำตาม
เขาค่อย ๆ คลี่กระดาษขาวที่พับไว้ แล้วหันด้านที่มีตัวหนังสือให้ทุกคนดู
จากนั้นก็ยิ้มเจื่อน ๆ พลางเอ่ยว่า
“ผมว่าพวกคุณคงเข้าใจผิดแล้ว...”
“ผมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 รุ่นปี 2026 ของวิทยาลัยตำรวจจิงไห่ครับ”
ทุกคนในที่นั้นต่างชะงักงัน
ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็เช่นกัน
แม้ในใจเขายังคลางแคลงอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นหนังสือตอบรับเข้าฝึกงานในมือหวังเหิง เขาก็ยอมรับความจริงข้อนี้
เขากวาดตามองหวังเหิงตั้งแต่หัวจรดเท้า มองกล้ามเนื้ออันน่าสะพรึงกับบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวอีกฝ่าย จนมุมปากกระตุกไม่หยุด
บ้านไหนมีนักศึกษาฝึกงานตัวใหญ่เหมือนวัวแบบนี้บ้าง?
แถมยังแผ่แรงกดดันจนคนแทบหายใจไม่ออกอีก
ผู้คนที่ยืนมุงอยู่ด้านนอกก็ตะลึงไม่แพ้กัน
ความแตกต่างนี่มันเกินไปแล้ว!
เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ใบหน้าของหลิวซีก็แดงก่ำ เธอรีบเดินเข้าไปโค้งขอโทษหวังเหิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ขอโทษจริง ๆ ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”
“ฉันไม่ควรตัดสินคนจากรูปลักษณ์เลย”
“แต่ว่า...ฉันดูแฟ้มประวัติของนักศึกษาฝึกงานที่มาสถานีเราปีนี้หมดแล้วนะคะ รูปถ่ายของคุณกับตัวจริงต่างกันเกินไปหรือเปล่า”
“ในแฟ้มนักศึกษา คุณดูสูงเพรียว แถมยังเหมือนหนุ่มหล่อใสซื่อสุด ๆ...”
หวังเหิงยกมือเกาท้ายทอยอย่างเขิน ๆ
“นั่นเป็นรูปตอนผมอยู่มัธยมปลายปีสุดท้ายครับ หลังจากนั้นกลัวว่าจะโดนคนอื่นรังแกตอนเข้ามหาวิทยาลัย เลยใช้เวลาปิดเทอมฤดูร้อนฝึกตัวเองจนเป็นแบบนี้”
คนอื่น ๆ ในโถงแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง เหลือเพียงชายวัยกลางคนคนนั้น เมื่อได้ยินว่าหวังเหิงใช้เวลาแค่ปิดเทอมฤดูร้อนครั้งเดียวฝึกตัวเองจนกลายเป็นแบบนี้ หนังศีรษะของเขาก็ชาวาบ
เขาก้าวเข้าไปช้า ๆ แล้วยื่นมือมาตบไหล่หวังเหิงเบา ๆ
“แค่ไม่ไปรังแกคนอื่นก็ดีแค่ไหนแล้ว...ใครจะกล้ารังแกนายอีก?”
“เอาละ แนะนำตัวก่อน ฉันชื่อเฉาปิน เป็นครูฝึกของนาย”
“ยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปเบิกชุดตำรวจที่คลัง เดี๋ยวไปออกตรวจพื้นที่กับฉัน”
“ฉันขอเอาปืนไปคืนก่อน”
15 นาทีต่อมา
หน้าอาคารสถานีตำรวจเป่าฉวน
เฉาปินมองหวังเหิงที่สวมเครื่องแบบตำรวจไซซ์ใหญ่ที่สุดจนรัดติ้ว แล้วอดยกมือบีบสันจมูกไม่ได้
“ใส่ไปแบบนี้ก่อนแล้วกัน”
“ฉันจะให้ทางคลังไปสั่งตัดชุดตำรวจเพิ่ม”
หวังเหิงพยักหน้าอย่างกระอักกระอ่วน
“ได้ครับ”
“ผมกลัวว่าแค่ออกแรงนิดเดียว เสื้อจะขาดเป็นชิ้น ๆ”
“แล้วอาจารย์ครับ ต่อไปเราจะไปไหนกัน?”
เฉาปินพาหวังเหิงไปที่รถตำรวจซึ่งจอดอยู่ในลาน เขาหยิบกุญแจรถออกจากกระเป๋า ไขกุญแจไปพลางพูดไปพลาง
“ไปจัดการข้อพิพาททางแพ่ง”
“วันนี้เป็นวันแรกที่นายมาฝึกงาน เลิกคิดเรื่องคดีใหญ่ ๆ ที่จะสะเทือนวงการไปได้เลย”
“รู้ไหมว่าตำรวจระดับปฏิบัติการอย่างพวกเราเรียกว่าอะไร?”
หวังเหิงส่ายหน้า
เฉาปินเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง แล้วคาดเข็มขัดนิรภัย
หวังเหิงเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าแล้วตามขึ้นไป เขาเอียงตัวเบียดเข้าไปอยู่พักใหญ่กว่าจะนั่งลงได้อย่างทุลักทุเล
จากนั้นเฉาปินก็ขับรถพลางพูดต่อ
“ตำรวจประจำเขต”
“อย่างมากก็จัดการข้อพิพาททางแพ่งนั่นแหละ คดีที่พิลึกที่สุดที่ฉันเคยเจอก็คือแมวบ้านเพื่อนบ้านกินหนูดอร์เมาส์ที่เขาเลี้ยงไว้”
“เรื่องที่เราจะไปจัดการคราวนี้ก็คล้าย ๆ กัน”
“ผู้แจ้งเหตุสงสัยอย่างหนักว่าเพื่อนบ้านกำลังต้มอุจจาระอยู่ที่บ้าน กลิ่นเหม็นคลุ้งไปหมด...”
