ในดินแดนลับว่านหวา ณ เทือกเขารกร้างไร้นามแห่งหนึ่ง
ภูเขาแถบนี้ทอดตัวโอบล้อมสลับสูงต่ำ ป่าไม้เขียวชอุ่มร่มรื่น
มองดูแล้วเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ทว่า...
หากเพ่งมองให้ดี จะพบว่าทั่วเทือกเขามีกระดูกขาวแตกหักกระจัดกระจายอยู่เกลื่อนกลาด รูปร่างหลากหลายปะปนกันเต็มพื้น
สัตว์ดุร้ายบางตัวที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์เดินเพ่นพ่านไปทั่ว บ้างอยู่กันเป็นฝูงสามถึงห้าตัว บ้างออกล่าเหยื่อตามลำพัง ทั้งหุบเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอำมหิตและคาวเลือด
ไม่รู้ว่าเมื่อไร
จู่ ๆ ลมก็พัดขึ้นมา พร้อมกับฝนปรอย ๆ
เม็ดฝนตกกระทบร่างฉู่โม่ เย็นเยียบจับใจ
มีเพียงเสียงลมพัดคำราม เมฆดำก้อนหนาทึบปกคลุมเต็มท้องฟ้า แว่วเสียงฟ้าร้องจากที่ไกล ๆ ดังมาเป็นระยะอย่างเลือนราง
ผืนดินมืดสนิท มองไม่เห็นแสงสว่างแม้แต่น้อย
ชวนให้รู้สึกวังเวงและหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก
หลังตัดสินใจจะกวาดล้างสัตว์ดุร้ายเหล่านี้ ฉู่โม่ก็เค้นถามที่ตั้งรังของพวกมันจากสัตว์ดุร้ายที่ยังเหลือลมหายใจ
อันที่จริงก็ไม่ถึงกับต้องเค้นถาม
เพราะเมื่อฉู่โม่เอ่ยปากถาม พวกมันก็บอกออกมาโดยตรง
บางทีมันอาจคิดว่าฉู่โม่เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาถึงที่ก็เท่ากับมารนหาที่ตาย พวกมันจึงเต็มใจบอกอย่างยิ่ง
เมื่อได้ตำแหน่งที่แน่ชัดแล้ว ฉู่โม่ก็รีบเดินทางมาตลอด ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วยามก็มาถึงที่นี่
เมื่อมาถึงหน้าเทือกเขา ฉู่โม่กลับไม่รีบร้อนอีก
เขาค่อย ๆ เดินไปเช่นนั้น ปล่อยใจจมอยู่ท่ามกลางสายลมกระหน่ำและฝนซัดสาด
เม็ดฝนโปรยลงบนร่าง ทว่าไม่ได้ทำให้เสื้อผ้าเปียก กลับไหลหลุดลงไปเสียเอง
เมื่ออยู่ในขั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปลาย ก็สามารถแผ่ปราณบรรพกาลคลุมทั่วร่างได้ น้ำและไฟธรรมดาจึงไม่อาจเข้าใกล้ตัว
