รอจนท่านเย่ปรุงยาเสร็จ หลี่จ้านถือยา อุ้มเหราซย่าเหอกลับมาที่เรือนรอง
สถานที่แห่งนี้เงียบสงบกว่า จะได้ไม่ให้ผู้ใดมารบกวนนาง หลังจากเหราซย่าเหอทานยาแล้ว หลี่จ้านก็นอนหลับบนเตียงเล็กที่อยู่ข้าง ๆ เฝ้าเหราซย่าเหอทั้งคืน
เพียงแต่ วิญญาณดั้งเดิมของเหราซย่าเหอได้รับบาดเจ็บหนักมาก ถึงกับต้องใช้เวลาสองสามวันกว่าจะฟื้นคืนสติ หากไม่เพราะนางยังมีลมหายใจ คาดว่าหลี่จ้านคงบุกไปที่โรงหมอหลวงเพื่อถามให้รู้แล้ว
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามา ปลายนิ้วของหญิงสาวบนเตียงขยับเล็กน้อย นางเลียริมฝีปาก แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“น้ำ ข้าขอน้ำ!”
หลี่จ้านเพิ่งเดินเข้ามาจากนอกเรือน พอได้ยินก็ดีใจรีบรินน้ำให้แก่นาง
เหราซย่าเหอดื่มน้ำจนหมด สีหน้าดีขึ้นบ้าง มีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย
หลี่จ้านดีใจจนรวบนางเข้ามากอดไว้ น้ำเสียงตึงเครียดเล็กน้อย
“ดีที่เจ้าไม่เป็นไร ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องส่งคนไปเชิญนักพรตมาเรียกขวัญแล้ว”
เหราซย่าเหอถลึงตาใส่อย่างช่วยไม่ได้ “ข้าก็เป็นอาจารย์พยากรณ์ ยังจะมีใครเก่งกาจกว่าข้าอีกหรือ?”
หลี่จ้านมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน เอ่ยอย่างจนใจ
“เวทมนตร์ของเจ้าย่อมเก่งกาจ ใครเล่าจะเทียบเจ้าได้”
เหราซย่าเหอฟังคำนี้แล้วรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก นับว่าเขารู้จักพูด
“สถานการณ์ในเมืองเย่เป็นอย่างไรบ้าง มีรายงานส่งมาหรือไม่?”
หลี่จ้านเห็นนางเป็นห่วงเมืองเย่ถึงเพียงนี้ ก็รู้สึกซาบซึ้งใจ นางแม้จะเป็นบุตรอนุของตระกูลเหรา ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังห่วงใยบ้านเมือง นิสัยเช่นนี้น่าชื่นชมนัก
