เหราหยันหรานย่อตัวคำนับอย่างงดงาม อดกลั้นความเจ็บปวดที่หัวเข่า เอ่ยกับเมิ่งซื่อ
“ท่านแม่ ข้ารอฟังข่าวดีจากท่าน”
เมิ่งซื่อให้เหลียนซินเก็บข้าวของ นางพาเหราหยันหรานไปรอรถม้าที่หน้าประตูจวนด้วยตนเอง
เหราหยันหรานมีสีหน้าอิดโรย ถึงตอนนี้นางก็ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับเหราซย่าเหอ
“ท่านพี่ ร่างกายท่านไม่เป็นไรกระมัง ดูท่าทางอ่อนแอเหลือเกิน สู้ให้หมอมาตรวจดูหน่อยจะดีไหม”
เหราหยันหรานจ้องมองเหราซย่าเหออย่างมืดมน น้ำเสียงเย็นเยียบ
“ข้ารู้ว่าเจ้าคอยขัดขวางอยู่เบื้องหลัง แต่เหราซย่าเหอ เจ้าพวกชั้นต่ำข้าไม่เห็นจะใส่ใจ ขอแนะให้เจ้าทำตัวให้สงบเสงี่ยม ไม่อย่างนั้น ต้องมีสักวันที่เจ้าเสียเปรียบ”
เหราซย่าเหอไม่แยแสแม้แต่น้อย นางกอดอก เอ่ยเสียดสี
“ข้าน่ะไร้มารยาทจนชิน เรื่องชั้นเชิงอะไรที่น้องว่า ข้าไม่เข้าใจหรอก แต่ว่าอนุภรรยาของข้าตายตั้งแต่ข้ายังเด็ก วิญญาณของนางจะต้องคอยคุ้มครองข้าอยู่แน่”
คำพูดนี้ คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับเก็บมาใส่ใจ
เมิ่งซื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็รู้สึกใจคอไม่ดี หรือว่าวิญญาณของหยุนซื่อยังไม่ดับสูญ ก่อเรื่องวุ่นวายอยู่ในจวน…
อารมณ์ที่ราบเรียบดังผิวน้ำ ถึงตอนนี้กลับถูกคนก่อกวน เมิ่งซื่อเอาใจใส่เรื่องนี้เป็นพิเศษ
เหราหยันหรานส่งเสียงเหอะเย็นชา รอจนกระทั่งสารถีเทียมม้าเรียบร้อย นางขึ้นรถม้าไปก่อน ไม่สนใจจะเหลือบมองเหราซย่าเหออีก
เหราซย่าเหอเองก็ไม่อยากสนใจคนผู้นี้ ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย นางพาหงโต้วขึ้นรถม้าธรรมดาที่อยู่ด้านหลัง แม้จะเรียบง่าย แต่ข้อดีคือสะอาด
