ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรถคันนี้เก่าและไม่ได้ซ่อมบำรุงมานาน หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นกันแน่
รถกระบะที่ยังดี ๆ อยู่กลับจอดเสียกลางทางไปเสียอย่างนั้น พอเครื่องยนต์ดับก็สตาร์ตไม่ติดอีกเลย
แต่ยังโชคดีที่มีบ้านคนอยู่ไม่ไกลจากข้างทาง และจากตรงนี้ไปถึงที่ตั้งหน่วยก็เหลือระยะทางอีกแค่สามสี่ลี้
ซ่งถิงเยว่จึงวิ่งไปเคาะประตูบ้านหลังนั้น แล้วขอยืมจักรยานคานสูงคันหนึ่งมา
ตอนที่เขาเข็นจักรยานเข้ามาใกล้ ซ่งเจิ้นกำลังพิงก้อนหินใหญ่ริมทาง ก้มตัวอาเจียนจนอาหารเช้าในท้องออกมาหมดไม่เหลือแม้แต่เศษ ใบหน้าซีดขาวปนเขียว เขาเหลือบมองลูกชายอย่างหงุดหงิด “ไอ้เด็กเหลือขอ ฝีมือห่วยแตกอะไรของแก ขับรถยังไงถึงทำรถพังได้”
เวินเจียหนิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ริมฝีปากซีดลงจนแทบไม่มีสีเลือด
แต่เมื่อเช้าเธอไม่อยากอาหารจึงไม่ได้กินอะไร ท้องว่างเปล่า เลยไม่ได้มีอาการรุนแรงนัก
ซ่งถิงเยว่ตั้งจักรยานคานสูงให้มั่นคง เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนบันได ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สีหน้าเอ้อระเหย ก่อนจะเลิกคิ้วใส่พ่อ “คราวหน้าพ่อก็อย่านั่งรถผมสิ แค่นี้ก็จบแล้ว”
พูดจบ เขาก็ยื่นมือไปหยิบลูกพีชจากมือซ่งเจิ้นกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ พลางพูดว่า “พ่อครับ ถ้าท้องไม่สบายก็อย่ากินอะไรเลย พ่อเฝ้ารถอยู่ตรงนี้นะ ฟ้าใกล้มืดแล้ว ผมจะกลับไปที่หน่วยเรียกคนมาลากรถเดี๋ยวนี้”
ซ่งเจิ้นชะงัก มองลูกพีชสีขาวอมแดงที่ถูกดึงออกจากมือไปตาปริบ ๆ
เขาไม่ได้อยากกินมันนักหรอก ที่กำไว้ตลอดทางก็แค่อยากเอากลับไปที่หน่วย แล้วเอาไปอวดหูลี่ให้เต็มที่ บอกว่าเป็นของที่ลูกสะใภ้ใส่ใจมอบให้
