คืนฟ้าคะนอง
ในบ้านบางหลังมีฉากอบอุ่นชวนเขินอายเกิดขึ้น
แต่บางบ้านกลับทะเลาะกันเสียงดังลั่น
โชคดีที่เสียงพายุฝนกระหน่ำกลบเสียงวิวาทในบ้านไว้ ไม่อย่างนั้นพอเช้าวันรุ่งขึ้น บ้านพักครอบครัวทหารคงมีเรื่องใหม่ให้พูดถึงอีกเรื่อง
อู๋ผิงเพิ่งก้าวเข้าประตูรั้ว ก็มีคนชอบสอดรู้สอดเห็นเข้ามาบอกว่า วันนี้เจียงเสี่ยวชุ่ยทะเลาะกับสามีภรรยาหัวหน้ากรมซ่งตรงหน้าบ้าน
ที่จริงเรื่องเถี่ยตั้นมีปากเสียงกับภรรยาหัวหน้ากรมซ่ง เจียงเสี่ยวชุ่ยก็ร่ำไห้บ่นให้เขาฟังตั้งแต่วันก่อนแล้ว ตอนนั้นเขามองแผลเล็ก ๆ ในฝ่ามือลูกชาย เห็นว่าไม่เป็นอะไรมาก จึงบอกให้เจียงเสี่ยวชุ่ยพอได้แล้ว
ถึงอย่างไรเขาก็รู้สันดานลูกชายดี ตั้งแต่เล็กก็ถูกเจียงเสี่ยวชุ่ยตามใจจนเสียคน พออยู่ท่ามกลางเด็กคนอื่นก็ชอบวางท่าอวดอำนาจ ทำตัวกร่าง บางครั้งแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา
วันนั้นเจียงเสี่ยวชุ่ยด่าเขาว่า “ไอ้ขี้ขลาด” บอกว่าเขาไม่กล้าออกหน้าแทนลูก หลังจากนั้นเขาก็ไปยุ่งกับงานของตัวเองต่อ
อู๋ผิงคิดว่าเรื่องนี้จบไปแล้ว
ใครจะคิดว่าเธอยังคิดจะเรียกร้องเงินจากหัวหน้ากรมซ่งอยู่
ผลกลับกลายเป็นว่าโดนภรรยาเขาเล่นงานเสียเอง สุดท้ายก็ทำตัวเองขายหน้า
ตอนนี้ในบ้านเละเทะไปหมด
กระถางดอกไม้แตกกระจาย ดินกระเด็นเปรอะไปทั่ว รากที่โผล่พ้นดินถูกเจียงเสี่ยวชุ่ยเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า บดขยี้จนเละ “อะไรนะที่บอกว่าฉันเห็นแก่เงิน!? ฉันบอกเลยนะอู๋ผิง วัน ๆ เอาแต่คลุกอยู่กับดอกไม้ใบหญ้าไร้สาระพวกนี้ แกเคยใส่ใจเรื่องในบ้านสักนิดไหม!? ฟืนข้าวน้ำมันเกลืออะไรบ้างที่ไม่ใช่ฉันต้องกระเหม็ดกระแหม่ใช้ชีวิต? เสื้อผ้าที่ลูกใส่ รองเท้าที่ลูกสวม ครั้งไหนบ้างที่ไม่ใช่ฉันวิ่งจนขาแทบขาด พูดจนปากแทบฉีกกว่าจะต่อรองราคาซื้อมาได้? เงินเดือนนายทหารชั้นผู้ช่วยฝ่ายอำนวยการของแกน่ะ น้อยนิดจนแทบไม่มีจะกิน ถ้าไม่ใช่ฉันประหยัดอดออมพยุงครอบครัว เราสองแม่ลูกคงต้องกินลมตะวันตกเฉียงเหนือไปนานแล้ว!”
