ซ่งถิงเยว่เคยคิดว่าเธอคงเป็นคนทะนงตัว ไม่เห็นการแสดงพื้นบ้านแบบนี้อยู่ในสายตา ใครจะคิดว่าเด็กสาวคนนี้กลับดูจนเคลิบเคลิ้ม ดวงตาทั้งคู่จ้องเวทีเขม็ง แทบไม่กะพริบเลยด้วยซ้ำ
น่าเสียดายที่ที่นั่งดี ๆ ถูกคนที่มาก่อนจับจองไปหมดแล้ว ข้างในเบียดกันจนไม่มีที่ให้ยืนด้วยซ้ำ
พวกเขายืนอยู่ริมสุดของฝูงชน หากนั่งลงก็คงเห็นแต่ท้ายทอยดำขลับเบียดเสียดกันเต็มไปหมด
เขายืนก็ไม่เป็นไร ร่างกายแข็งแรง ต่อให้ยืนทั้งคืนก็ไม่ถือสา
แต่ร่างเล็กบอบบางของเธอล่ะ ปกติเดินไม่กี่ก้าวก็ร้องว่าเหนื่อย เป็นคุณหนูเอาแต่ใจแบบนั้น คงทนได้ไม่นานแน่
ซ่งถิงเยว่เงยหน้ากวาดตามองรอบ ๆ สายตาหยุดอยู่ตรงเงามืดข้างเวที ตรงนั้นมีบันไดไม้ทรงเอพิงกำแพงอยู่ ไม่มีใครสังเกตเห็น
“หนิงหนิง ยืนอยู่ตรงนี้ อย่าวิ่งซน เดี๋ยวฉันมา”
เวินเจียหนิงมัวแต่ดูการแสดงจนไม่มีเวลาตอบเขา ได้แต่พยักหน้าส่ง ๆ ไป
เขาก้าวยาว ๆ เดินไป พอกำลังจะยกบันได ก็เจอซวินม่านลี่ที่กำลังตั้งสายเออร์ฮูอยู่ข้างเวทีพอดี
“พี่มาแล้ว!” ดวงตาซวินม่านลี่เป็นประกาย เธอไม่สนใจตั้งสายเออร์ฮูต่อ ลุกขึ้นยืนทันที
เซิ่งโจวไม่ได้หลอกเธอ เขาเรียกคนมาให้จริง ๆ
ซ่งถิงเยว่พยักหน้า พลางยกบันไดไม้ขึ้นมาอย่างคล่องมือ แล้วพูดขึ้นลอย ๆ ว่า “อืม พาพี่สะใภ้มาด้วย”
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ ซวินม่านลี่สังเกตเห็นว่าเขาเหมือนจงใจเน้นคำว่า “พี่สะใภ้” เป็นพิเศษ
“ตั้งใจเล่นให้ดีนะ พอถึงวันแสดงจริงฉันอาจไม่ได้มาดู ถึงตอนนั้นอย่าตื่นเต้นล่ะ” ซ่งถิงเยว่พูด “ฉันไปก่อนนะ พี่สะใภ้รออยู่”
