ค่ำคืนแห่งตะวันตกเฉียงเหนือกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต
แสงดาวริบหรี่ต่ำเรี่ยและแตกกระจาย ลอดผ่านช่องม่านเข้ามาเป็นลำ ตกลงบนผ้าคั่นห้องผืนหนึ่งตรงกลางห้อง ผืนผ้าสีเทาหม่นถูกส่องให้เห็นแถบสีขาวเย็นจาง ๆ
แม้ซ่งถิงเยว่จะย้ายไปอยู่หอพักของตัวเองได้สักพักแล้ว แต่ผ้าคั่นผืนนี้ก็ยังไม่ถูกรื้อออก
มันยังแขวนอยู่ตรงนั้น ราวกับเป็นเส้นแบ่งเขตลับ ๆ
เงียบงัน ทอดขวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
เวินเจียหนิงนึกย้อนกลับไปว่าเมื่อไม่นานมานี้ เขายังปูนอนอยู่ที่อีกฟากของผ้าม่าน
ม่านปิดมิดชิด เขาไม่ยอมก้าวข้ามเส้นต้องห้ามแม้แต่ก้าวเดียว
แต่ตอนนี้—
ดวงตากลมรีของเวินเจียหนิงฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำ ภาพตรงหน้าไหววูบขึ้นลง
สองมือของเธอไร้เรี่ยวแรง ค้ำอยู่บนกล้ามอกแข็งแกร่งดุจเหล็กทั้งสองข้างของชายหนุ่ม ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อ ลื่นจนแทบยันตัวไว้ไม่อยู่
ซ่งถิงเยว่นอนอยู่บนเตียง สันจมูกโด่งสูง คางเชิดขึ้นเล็กน้อย ลูกกระเดือกนูนเด่นผิดปกติ หน้าผากและลำคอชุ่มไปด้วยเหงื่อ ราวกับเคลือบด้วยเงาน้ำวาววับ
ใบหน้าคมคายได้รูปนั้นแฝงความดิบเถื่อนและความห้าวหาญที่ยากจะควบคุม ทว่าตอนนี้กลับยอมอยู่ใต้ร่างเธอ ดวงตาร้อนแรงจับจ้องเธอไม่วางตา เสียงหอบหายใจหนักหน่วงที่พยายามข่มไว้ดังลอดออกมาจากลำคอ
เสียงทุ้มต่ำเซ็กซี่ ฟังแล้วชวนให้หน้าแดงใจสั่น
ร่างของเวินเจียหนิงอ่อนปวกเปียกจนไร้เรี่ยวแรง ต้องอาศัยเขาประคองเอวบางไว้จึงพอทรงตัวได้
ทุกครั้งที่ขยับขึ้นลงก็เหมือนกำลังเหยียบอยู่บนยอดคลื่น โงนเงนราวกับจะร่วงลงมาได้ทุกเมื่อ
“อื้อ...ไม่ไหวจริง ๆ แล้ว...หยุดก่อน...”
เธอร้องไห้จนเสียงแทบแหบ รู้สึกราวกับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถอยก็ไม่ได้ เดินหน้าก็ไม่ไหว
