ใต้ชายคาหน้าประตูจุดโคมไฟไว้ แสงสว่างไม่ค่อยจะเจิดจ้านัก
เจี่ยนเอ๋อเปิดประตู เอียงกายน้อย ๆ รับคำ
เห็นไฟในเรือนดับลงแล้ว ฮูหยินผังก็กล่าวเสียดสีว่า “จะได้ไปปรนนิบัติองค์ไท่จื่อแล้ว รนหาที่ตายไม่ไหวแล้วสิน่ะ ริมกามันคันขึ้นมาทันทีเลยรึ”
เจี่ยนเอ๋อก้มหน้านิ่ง
นิ้วมือเรียวขาวสองสามนิ้วบิดไปมาอยู่หน้าตัว
ท่วงท่าเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและหวาดกลัว
ทว่าในใจกลับคิดถึงชาติก่อนที่นางสั่งให้คนของสำนักจินจิงซือล้างปากยายเฒ่านี่ นางน่าจะให้พวกนั้นเอาปลาเค็มหมักปากเสียก่อน ถึงจะล้างได้สะอาดล่ะ!
เรือนเจียหรงถังส่วนตำหนักขนาบตั้งอยู่ด้านหลังเรือนประธาน
เจี่ยนเอ๋อตามฮูหยินผังผ่านระเบียงเรือนข้าง ลัดเลาะตามฉางทังทางทิศตะวันตกที่ไม่ยาวนัก เดินอ้อมไปยังลานเรือนด้านหลัง
ตลอดทางใต้ชายคาล้วนแขวนโคมไฟ ข้างทางทุก ๆ สองจ้างก็มียืนอยู่นางในหรือขันทีผู้เฝ้ายามราตรี
เหล่าผู้คนก้มตาลงต่ำ ดูสงบเคร่งขรึมเป็นระเบียบยิ่งนัก
ทั่วทั้งลานเรือนเงียบกริบราวกับไร้ผู้คน
หัวใจของเจี่ยนเอ๋อก็พลันลอยขึ้นมาด้วยความเงียบสงัดนี้เช่นกัน
ชาติก่อน จากเครื่องมือให้กำเนิดบุตรที่ไม่อาจเปิดเผยสู่สายตาใคร สู่องค์รัชทายาทเหลียงตี้ที่ถูกจารึกในปั๊มทองแห่งราชสกุล จากซูเฟยอีกกลายเป็นฮองเฮาจงกงที่จักรพรรดิชิ่งเจาทรงโปรดปรานแต่เพียงผู้เดียวนานถึงยี่สิบปี
ในยามที่จักรพรรดิชิ่งเจาทรงลงสละราชสมบัติ โอรสองค์เล็กของนางจะได้เถลิงวัลย์ราชย์แล้ว นางก็จะกลายเป็นฮองไทเฮาที่ผู้คนนับหมื่นเคารพสักการะ
ผู้คนต่างพากันกล่าวว่านางมีชีวิตประหนึ่งตำนาน
เจี่ยนเอ๋อเองก็รู้สึกเช่นนั้น
ฉะนั้นเมื่อได้รู้ว่าตนเป็นโรคที่รักษาไม่หายจากอาการเก่ากำเริบ จิตใจนางจึงสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผิดกับจักรพรรดิชิ่งเจา
ต่อภายนอกทรงกริ้วหลายต่อหลายครั้งไม่ว่า ริ้วรอยหางตาก็มากขึ้นหลายรอย ในชั่วข้ามคืนราวกับแก่ไปกว่าสิบปี
เจี่ยนเอ๋อมองอยู่ แต่ในขณะเดียวกันนางก็สับสน
เพราะเอ่ยตามสัตย์ นางมิใคร่เข้าใจในความรู้สึกของจักรพรรดิชิ่งเจาที่มีต่อนางเท่าใดนัก
มิใช่เจี่ยนเอ๋อเฉื่อยชา
แต่สำหรับบุรุษผู้นี้ นางเคยมองไม่เคยปะติดปะต่อ ทว่าอาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของนางไม่กล้าที่จะเข้าใจ
ราชสกุลใจจืดจาง พระทัยองค์จักรพรรดิหยั่งยาก
ผู้ใดบ้างที่มิเคยเอ่ยสักประโยคหนึ่งว่า ‘เหลือเกินไร้น้ำใจ ไร้ซึ่งเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งราชสกุล’?
สตรีในวังหลังรังเกียจอย่างที่สุดที่จะมีใจให้จริง
จักรพรรดิชิ่งเจาเมื่อครั้งยังเป็นไท่จื่อก็ทรงมีนิสัยก้าวย่างหนึ่ง มองการณ์ไกลร้อยก้าว สิ่งใดที่พระองค์ไม่ตรัส ก็ไม่มีผู้ใดบังอาจคาดเดาพระประสงค์ของพระองค์
รวมถึงนางด้วย
ดังนั้น ต่อให้อยู่ร่วมกันมาหลายสิบปี
เจี่ยนเอ๋อก็ยังไม่กระจ่างว่า ตนเองต่อเขานั้น เกรงกลัวและเลื่อมใสกว่าหรือไม่ ชินชามากกว่าหรือไม่ หรือพึ่งพิงมากกว่ากัน
หรือแม้นว่านางจะมีใจให้เขาก็เป็นได้?
ทว่าปัญหานี้ในยามนั้นเพียงแวบผ่านในห้วงสมองของเจี่ยนเอ๋อแค่ชั่วพริบตา ก็ถูกนางโยนทิ้งไปแล้ว
คนใกล้ตาย ใยต้องคิดสิ่งไร้ความหมาย
สามีภรรยาตลอดยี่สิบปี ได้รับความโปรดปรานจากเขาแต่เพียงผู้เดียวนานถึงยี่สิบปี เสวยเกียรติยศและทรัพย์สมบัติแห่งโลกหล้าอย่างหาที่สุดมิได้ นางยังจะมีสิ่งใดให้ไม่พอใจอีกเล่า?
ไม่เข้าใจ ก็ช่างไม่เข้าใจไป
ด้วยความนึกคิดเช่นนี้ เจี่ยนเอ๋อสิ้นใจอย่างสงบยิ่งนักในอ้อมอกของจักรพรรดิชิ่งเจา
ผู้ใดจะคาดคิดว่า เมื่อเบิกตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง...
ไม่เพียงนางจะได้พบศัตรูคู่อาฆาตในยามเยาว์วัย ยังค้นพบว่าบนเนื้อตัวตนเองนั้น หาผืนผ้าสักชิ้นก็ไม่มี เปลือยเปล่าล่อนจ้อน!
ช่างน่าขันยิ่ง
ทว่า...
มือที่เจี่ยนเอ๋อวางไว้ข้างหน้ากลับเลื่อนต่ำลงมาสัมผัสท้องน้อยที่ยังแบนราบ ก้มศีรษะลง อดกลั้นความเจ็บจี๊ดในดวงตาอย่างยากยิ่ง
ชาติก่อน ณ ขณะนี้ นางอ่อนแอขี้ขลาด
หมายเอาชีวิตรอดสุดจิต
ดังนั้นนางจึงทำหน้าที่ให้สมกับเป็นบ่าว ฟังคำแต่โดยดี มอบบุตรที่อุ้มท้องสิบทวารให้ผู้อื่นตามแต่จะหยิบฉวย
แม้มารู้อยู่ว่าภายภาคหน้าบุตรของตนต้องเรียกเจิ้งชื่อเป็นแม่ นางก็ยังเชื่อมั่นว่านั่นเป็นผลดีต่อทั้งนางและบุตร
สุดท้ายแล้ว!
ไท่จื่อทรงถูกคุมขัง หวงกงตะวันออกเกิดกลียุค
เย่าเกอเอ๋อของนางกลับกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของเจิ้งชื่อ ถูกเลี้ยงจนกลายเป็นคนเขลาน้อยมิพอ สุดท้ายยังถูกทำให้จมน้ำตายในบ่อน้ำ!
ยามนั้น เขาเพิ่งสี่ขวบ
นี่เพิ่งสี่ขวบเท่านั้น!
เย่าเกอเอ๋อน่าเอ็นดูถึงเพียงนั้น เย่าเกอเอ๋อว่านอนสอนง่ายถึงเพียงนั้น กลับนอนแน่นิ่งแข็งทื่ออยู่ในอ้อมอกของนาง
ไม่ว่านางจะร่ำไห้ร่ำหวนอย่างไร สำนึกผิดคับแค้นเพียงใด
เจ้าเด็กน้อยก็มิได้ฟื้นตื่นขึ้นมาอีก
ภายหลังนางโค่นล้มเจิ้งชื่อได้สำเร็จ
ได้เห็นกับตนว่าอีกฝ่ายต่อหน้านางดื่มยาพิษจนตาค้าง แต่เย่าเกอเอ๋อของนางตายไปแล้วก็คือตายไปแล้ว
กลับมาไม่ได้อีก!
บัดนี้ดีแล้ว
เจี่ยนเอ๋อสูดลมหายใจออกมา มองไปยังฟ้าราตรีอันไกลโพ้น
ไม่ว่าเหตุผลที่นางได้มีชีวิตใหม่คือสิ่งใด ณ จุดเปลี่ยนนี้ นางก็ไม่มีทางเลือกตั้งแต่แรก เช่นนั้นก็ขอเดินบนเส้นทางเดิมที่เคยมาอีกสักรอบ!
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
ชาตินี้นางจะไม่มีทางมอบเย่าเกอเอ๋อไว้ในมือผู้ใด ให้เจ้าเด็กน้อยเป็นคนโง่เขลาตายเสียแต่เนิ่น ๆ เช่นนั้นเด็ดขาด!
นางจะให้เย่าเกอเอ๋ออยู่ข้างกายนาง
เติบใหญ่ขึ้นอย่างร่มเย็นเป็นสุขและแข็งแรง!
“รออยู่ที่นี่”
มาถึงภายนอกตำหนักขนาบแล้ว
ฮูหยินผังเอ่ยอย่างเย็นชาเพียงประโยคนี้ก่อนเข้าไปทูลรายงาน
เจี่ยนเอ๋อยืนอยู่ข้างเสาระเบียงไม่คิดมากอีกต่อไป เกรงว่าจะเผยอารมณ์ใด ๆ ที่ไม่สมควรออกมาต่อเบื้องพระพักตร์ไท่จื่อ
ครู่หนึ่ง ฮูหยินผังก็ออกมา
“องค์ไท่จื่อกำลังทรงหมากล้อม ทรงรังเกียจผู้ใดมารบกวนเป็นอย่างยิ่ง เจ้าเข้าไปแล้วก็ยืนอยู่ข้าง ๆ เสียก่อน อย่าส่งเสียง รอจนองค์ชายทรงหมากล้อมเสร็จและเรียกหาแล้ว จึงค่อยถวายบังคมคำนับ เข้าใจรึไม่?”
“เข้าใจ”
เจี่ยนเอ๋อพยักหน้า ใบหน้าข้างขวาบังแสงอยู่
ฮูหยินผังยังอยากเอ่ยสิ่งใดอีก
ทว่าไม่อาจรั้งรอเนิ่นนาน สุดท้ายก็มิได้เปล่งคำไม่น่าฟังใด ๆ อีก โบกมือให้เจี่ยนเอ๋อรีบเข้าไป
ไท่จื่อประทับในห้องเจี้ยน ส่วนโถงหน้าห้องมีเหล่าขันทีน้อยเฝ้าอยู่หลายคน
เจี่ยนเอ๋อเข้ามาแล้วก็มิได้สอดส่ายตา
ก้มศีรษะต่ำ ๆ ผ่านมุมหนึ่งของพรมขนมะพร้าวสานลวดลายหมื่นเฟินแห่งความปราถนาดี น้ำเต้าสี่หูในโถงด้านหน้า ก้าวผ่านม่านไม้แกะสลักประดับมุกเข้าในห้องเจี้ยน
เพิ่งย่างเท้าเข้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยแตะจมูก
เป็นเครื่องหอมประจำที่ไท่จื่อโปรดใช้
เท้าของเจี่ยนเอ๋อชะงักลงนิ่งหนึ่ง อย่างน่าประหลาดใจกลับมีอาการลังเลอยู่บ้าง
ในห้วงสมองนั้น ภาพพักตร์ของจักรพรรดิชิ่งเจาที่ยามนั้น ยังทรงสง่างามน่าเกรงขาม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าเวทนาและแผลแห่งกาลเวลา ผุดพรายขึ้นมาเหนือการบังคับของนาง
ทว่ายามนี้มิใช่เวลาคิดถึงเรื่องอื่น ชั่วหยุดชะงักสั้น ๆ แล้ว เจี่ยนเอ๋อก็เสาะหามุมหนึ่งไปยืนอยู่เอง
ไห่ซุ่น ขันทีผู้สำเร็จราชการตงกง ขณะนั้นยืนอยู่ข้างองค์ไท่จื่อ หางตาเหลือบแลเห็นนางเข้ามา ก็เงยตามองตรงไป
สำหรับเจี่ยนเอ๋อ ไห่ซุ่นจดจำได้แม่นยำนัก
หาใช่เพราะสิ่งใดไม่ เพียงแต่นางผู้นี้รูปโฉมงามพร้อมยิ่งนัก!
จะว่างามล่มเมืองก็มิปาน
ทว่าเพียงแต่ใจเสาะไปสักหน่อย
รูปร่างอวบอิ่มชวนมองก็อวบอิ่มอยู่ ทว่าสรีระแลดูยังค่อนข้างผอมบาง ไม่ทราบว่าทานรับราชสมบัติแห่งความโปรดปรานไหวหรือไม่
องค์ชายของพวกเขาทรงสูงใหญ่กำยำล่ำสันถึงปานนี้ อายุเพิ่งยี่สิบเอ็ด พระวรกายก็ได้เป็นผู้สูงใหญ่กำยำที่สุดในบรรดาองค์ชายที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
โดยเฉพาะสามเช้านี้ กางเกงที่องค์ชายผลัดเปลี่ยนนั้นล้วน... นั่นแน่ะ
อะแฮ่ม!
หมากล้อมให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธ์และประมาณการณ์ผลได้ผลเสีย
จากการเล่นหมากล้อมก็ล่วงรู้ได้ถึงวิสัยทัศน์ ความเฉียบคม สติปัญญา และกลยุบายของบุคคลหนึ่ง และไท่จื่อก็ทรงมีฝีมือหมากล้อมถึงขั้นเทพ
ในเหล่าองค์ชายทั้งหลายไม่มีผู้ใดเอาชนะได้
ทุกครั้งที่ทรงหมากล้อม ล้วนเป็นยามที่ไท่จื่อทรงเพ่งสมาธิจดจ่อสูงสุด
ดังนั้น เจี่ยนเอ๋อจึงยืนอยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม
รอจนไท่จื่อทรงวางหมากเม็ดสุดท้ายลงและทบทวนกระดานหมากจบแล้ว ไห่ซุ่นก็ฉวยโอกาสนำเหล่าขันทีน้อยเข้ามาถวายน้ำสรงเบื้องพระหัตถ์
เมื่อไท่จื่อทรงสรงเบื้องพระหัตถ์แล้ว เหล่าขันทีน้อยก็ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ ในเรือนเหลือเพียงเจี่ยนเอ๋อกับนายบ่าวไท่จื่อทั้งสองคนอีกครั้ง
ในที่สุดไท่จื่อก็ทรงเลิกพระเนตรขึ้นทอดพระเนตรตรงมายังเจี่ยนเอ๋อ
“เข้ามา”