เหยียนจือเหลือบมองลู่สือเจ๋อเงียบ ๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นยากจะอ่านอารมณ์ออก ลู่สือเจ๋อยังคงกอดเธอไว้ เพียงแต่ปล่อยมือข้างหนึ่งไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“สือเจ๋อ ได้ยินว่าถ่ายทำเสร็จแล้ว!”
เสียงสดใสเปี่ยมพลังของเวินเหยาหยาดังมาจากปลายสาย หากเป็นเมื่อก่อน ลู่สือเจ๋ออาจหวั่นไหวไปกับความร่าเริงนั้น และมองคำพูดเปี่ยมชีวิตชีวาของเวินเหยาหยาเป็นเหมือนยาบำรุงอารมณ์ในช่วงที่งานยุ่งวุ่นวาย
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว นับตั้งแต่เหยียนจือเข้ามา ความสนใจของลู่สือเจ๋อก็ค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ที่เธอ จนแทบไม่ค่อยนึกถึงเวินเหยาหยาอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนเวินเหยาหยาโทรมา ลู่สือเจ๋อยังรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว
หงุดหงิดที่อีกฝ่ายมาขัดจังหวะเวลาอยู่กันสองคนกับเหยียนจือ
“อืม อยู่บนเครื่องบิน กำลังจะไปงานต่อไป”
“ฉันรู้ว่าคุณจะไปทำกิจกรรมพบปะแฟน ๆ ที่เมืองชิง พอดีพรุ่งนี้ฉันก็ต้องไปเป็นผู้จัดการร้านหนึ่งวันแถวนั้นเหมือนกัน เราไปกินข้าวด้วยกันได้ไหม?”
เวินเหยาหยาไม่คิดปิดบังเลยว่าตัวเองสืบตารางงานของลู่สือเจ๋อมา เมื่อก่อนเขาอาจไม่ใส่ใจนัก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ราวกับว่าเวินเหยาหยาคอยจับตาดูเขามาตลอด
“...ตารางงานฉันแน่นมาก ไม่แน่ว่าจะมีเวลา”
“ไม่เป็นไร ฉันรอได้ ฉันไม่ได้คุยกับคุณดี ๆ มานานแล้ว”
เวินเหยาหยาราวกับฟังไม่ออกว่าลู่สือเจ๋อกำลังปฏิเสธ ยืนกรานจะกินข้าวกับเขาให้ได้ ลู่สือเจ๋อจนปัญญา จึงได้แต่ตอบตกลง
