เวลาผ่านไปหนึ่งคืน อารมณ์ของสวี่ตี๋ก็สงบลงแล้ว เธอเดินมาหาต้วนเฮ่อ เอ่ยทักทายเขาว่าอรุณสวัสดิ์ ส่วนเหยียนจือยังคงถูกเธอจงใจเมินเฉยเหมือนเดิม
เหยียนจือชินกับสองมาตรฐานของสวี่ตี๋แล้ว จึงไม่เก็บเอาการกีดกันของอีกฝ่ายมาบั่นทอนจิตใจ ยังคงตั้งอกตั้งใจวิ่งต่อไป
ต้วนเฮ่อเองก็ไม่ได้อยากชวนใครคุยนักระหว่างวิ่ง เขาพยักหน้าให้สวี่ตี๋ ก่อนจะเริ่มวิ่งอย่างตั้งใจ เพียงแต่ก้าวเท้าช้าลงมาก เห็นได้ชัดว่าเขากำลังคอยดูแลสาวน้อยที่วิ่งอยู่ข้าง ๆ
สวี่ตี๋ไม่ได้พูดอะไรออกมา ทว่าทุกครั้งที่สายตาเหลือบไปเห็นเหยียนจือ ความคิดร้ายในใจก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นอีกส่วน
หลังวิ่งครบ 5 กิโลเมตร เหยียนจือก็เริ่มหมดแรง เธอยืนหอบอยู่กับที่ ส่วนต้วนเฮ่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเอาน้ำมาด้วย
“จือจือ รอพี่แป๊บนะ พี่ไปซื้อน้ำขวดหนึ่ง”
ข้างสนามมีตู้ขายสินค้าอัตโนมัติอยู่ ต้วนเฮ่อจึงวิ่งเหยาะ ๆ ไปซื้อของ ทิ้งเหยียนจือไว้ตรงนั้น เธอก้มหน้าปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ท่าทางยังคงเดิม แต่แสงแดดตรงหน้ากลับถูกเงาร่างหนึ่งบดบังในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา
“เธอนี่หน้าด้านจริง ๆ”
เหยียนจือยังไม่ทันเงยหน้าขึ้นมองว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งร้ายก็ดังมาจากเหนือศีรษะ เธอเลิกคิ้ว ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นใสซื่อสับสนทันทีที่เงยหน้าขึ้น
สวี่ตี๋เกลียดสีหน้าแบบนี้ของเหยียนจือที่สุด
ทั้งที่เป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกลแท้ ๆ แต่กลับทำตัวเป็นดอกไม้ขาวบริสุทธิ์ไร้เดียงสา หลอกต้วนเฮ่อจนหัวหมุน ถึงขั้นไม่สนใจอนาคตของตัวเอง
