เทพชั่วร้าย
นี่คือคำที่ปรากฏบ่อยที่สุดในตำราเรียนของวิทยาลัยเทียนฉง และเป็นคำที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่สุด
เมื่อหลายพันปีก่อน ตอนที่เทพชั่วร้ายกลุ่มแรกก้าวลงมายังโลกมนุษย์ มนุษย์ยังไม่มีแนวป้องกันเมืองที่สมบูรณ์อย่างทุกวันนี้ ไม่มีสำนักงานบริหารพลังวิเศษ และยิ่งไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเส้นทางลำดับขั้น
เพียงตัวตนเหล่านั้นทอดสายตามองลงมา แผ่นดินผืนใหญ่ก็กลายเป็นเขตห้ามสิ่งมีชีวิตเข้าใกล้ได้แล้ว ความคิดเพียงชั่ววูบของพวกมันสามารถเปลี่ยนแม่น้ำให้กลายเป็นเนื้อหนัง ทำให้คนเป็นงอกอวัยวะที่ไม่ควรมีขึ้นมาได้ พวกมันถึงขั้นไม่ต้องลงมือเอง เพียงเสียงพึมพำและมลทินที่แพร่กระจายออกมา ก็ทำให้ผู้คนทั้งเมืองคลุ้มคลั่งได้ในพริบตา
ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นยังคงถูกเรียกขานว่าเป็นยุคมืด
อารยธรรมมนุษย์ที่เคยรุ่งเรืองแทบถูกถอนรากถอนโคน ผู้รอดชีวิตหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน ในโพรงภูเขา และซากปรักหักพัง ใช้ศพเป็นกำแพง กินพวกเดียวกันเพื่อประทังชีวิต
เหตุที่มนุษย์ไม่สูญพันธุ์ไปจริง ๆ ไม่ใช่เพราะต่อต้านจนได้รับชัยชนะ แต่เป็นเพราะเทพชั่วร้ายเองก็แก่งแย่งเข่นฆ่ากัน
ผู้ครองอำนาจแต่ละตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน อำนาจของพวกมันขัดแย้งกัน เหล่าสาวกและบริวารก็เข่นฆ่ากันบนผืนดินไม่หยุดหย่อน
มนุษย์อาศัยเพียงช่องว่างที่หลงเหลือหลังจากพวกมันต่อสู้กัน จึงพอจะเอาชีวิตรอดจากหายนะครั้งแล้วครั้งเล่าได้
กระทั่งในเวลาต่อมา ผู้รอดชีวิตเพียงหยิบมือพบว่าตนตื่นพลังพิเศษบางอย่างขึ้นมา
บางคนทำให้ปลายนิ้วเปล่งแสงได้ บางคนทะลุผ่านกำแพงในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้ และบางคนทำให้บาดแผลฟื้นตัวเร็วขึ้นได้
สิ่งนี้เองคือสิ่งที่เรียกกันในปัจจุบันว่าพลังวิเศษ
ช่วงแรกพลังวิเศษอ่อนด้อยจนน่าขัน อย่าว่าแต่จะใช้ต่อกรกับเทพชั่วร้ายเลย แม้แต่สิ่งมีชีวิตปนเปื้อนที่แข็งแกร่งขึ้นมาหน่อยก็ยังฆ่าไม่ตาย
หลังจากวิจัยและเสียสละกันมานับไม่ถ้วน ผู้คนก็ค่อย ๆ พบว่าพลังวิเศษไม่ได้คงสภาพเดิมเสมอไป หากใช้วัสดุ ยา และพิธีกรรมบางอย่าง ก็สามารถเสริมพลังวิเศษให้แข็งแกร่งขึ้นเป็นขั้น ๆ ได้
ต่อให้เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลัง ก็สามารถใช้วิธีนี้เพื่อให้ได้พลังที่สอดคล้องกันมาเช่นกัน
