มีหน่อไม้แห้ง เห็ดตากแห้ง แล้วก็มันเทศตากแห้ง
ของพวกนี้ล้วนเป็นเสบียงอาหารทั้งนั้น
แม้ตอนนี้อาหารในเมืองจะไม่ขาดแคลนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ของพวกนี้เป็นของป่าของเขาแท้ ๆ
ถ้าจะซื้อในเมือง ราคาก็ไม่ถูกเลย
เฉินเซวียนควานเจอพุทราแห้งในนั้นอย่างแม่นยำ กอดโหลไว้แล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“พ่อ เสี่ยวเฉ่าส่งของมาให้หนูตั้งเยอะ หนูควรส่งของไปให้เธอบ้างไหม”
อาเฉินย่อตัวลงให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับลูกสาว “เซวียนเซวียนอยากส่งอะไรล่ะ”
“หนูเพิ่งได้ดินสอแท่งใหม่ บนดินสอมีลายดอกไม้ด้วย หนูจะส่งแท่งนี้ให้เธอนะ”
“ตัวเองยังไม่กล้าใช้เลย จะส่งให้เสี่ยวเฉ่าจริง ๆ เหรอ”
เฉินเซวียนทำหน้าเสียดาย แต่ก็ยังพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เธอไปดูจดหมายที่จั่วเฉ่าส่งมาให้ “เอ๊ะ มีตั้งสองฉบับแน่ะ”
จดหมายสองฉบับกับพัสดุมาถึงบ้านสกุลเฉินไล่เลี่ยกัน
“พ่อ ตัวนี้อ่านว่าอะไร”
จดหมายที่เขียนถึงเฉินเซวียนมีเรื่องเล่าอยู่ด้วย จึงยาวและหนากว่า เฉินเซวียนเลยแกะฉบับนั้นก่อน
มีตัวอักษรหลายตัวที่เธอไม่รู้จัก จึงคะยั้นคะยอให้อาเฉินอ่านให้ฟัง
ที่จริงก็เป็นแค่นิทานธรรมดาเรื่องหนึ่ง
เจ้าหญิงถูกมังกรยักษ์จับตัวไปขังไว้ในปราสาท เธอหาทางรับมือกับมังกร จนในที่สุดก็หนีออกมาได้ สืบทอดบัลลังก์ และพาประชาชนไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
จั่วเฉ่าเขียนได้กระชับ แต่เนื้อเรื่องพลิกผันชวนติดตาม
อาเฉินอ่านจนจบ แม้จะรู้สึกว่าเรื่องนี้แปลก ๆ อยู่บ้าง แต่ก็สนุกจริง แถมดึงดูดเด็กได้ง่าย
ส่วนอีกฉบับเป็นนิทานสอนใจที่เรียบง่ายยิ่งกว่า
ใช้อุบายของสุนัขจิ้งจอกมาชักชวนให้ตั้งใจเรียน ใจความสำคัญคือคนเราต้องขยันเรียน การเรียนจะนำมาซึ่งชีวิตที่มีความสุขอะไรทำนองนั้น
อาเฉินอ่านจดหมายจบแล้วก็พับเก็บ
เมื่อมองลูกสาวที่ยังไร้เดียงสาและไม่ประสีประสาตรงหน้า เขาก็อดทอดถอนใจถึงความเป็นผู้ใหญ่และความสุขุมของจั่วเฉ่าไม่ได้อีกครั้ง
