เช้าวันรุ่งขึ้น จั่วฟางวิ่งไปบอกทุกคนว่าจั่วต้งเหลียงเรียกเธอว่าพี่ได้แล้ว
เสียงเรียกว่าพี่นั้นราวกับเหรียญตราที่ประทับลงบนผลงานจากน้ำพักน้ำแรงของเธอ
เธออุ้มจั่วต้งเหลียงเดินไปเดินมาในบ้าน ท่าทางราวกับนกยูงรำแพน
สวีหลิ่วพูดว่า “น้องชายแกเลี้ยงมากับมือ ต่อไปพอโตแล้ว แกห้ามทิ้งขว้างน้องนะ”
จั่วเฉ่าหาว “เขาเรียกพี่ ไม่ได้เรียกแม่”
“พี่คนหนึ่งเท่ากับแม่ครึ่งคน”
“แม่ยังอยู่ดี แล้วเธอจะไปเป็นแม่ทำไม”
สวีหลิ่วว่า “พูดจาอะไรเป็นทางการนัก”
“ฉันหมายถึง แม่ยังไม่ตาย ยังไม่ถึงตาจั่วฟางมาเป็นแม่หรอก”
“ถุย ๆ ๆ เด็กตัวแค่นี้พูดจาเหลวไหล ระวังปากหน่อย”
จั่วเฉ่าทำหน้าทะเล้นแล้ววิ่งหนีไป
อากาศหนาวขึ้นเรื่อย ๆ สวีหลิ่ว จั่วฟาง และจั่วเฉ่าต้องเบียดกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียว ในห้องก็จุดเตาไฟไว้
แต่ในผ้าห่มก็ยังนอนไม่อุ่นเลย
จั่วเฉ่าทนไม่ไหวแล้ว
เธอนั่งรถไถนาเข้าไปในตัวอำเภออีกครั้ง แล้วซื้อผ้านวมผืนใหญ่กลับมาสองผืน แต่ละผืนยัดไส้ด้วยสำลีเน้น ๆ หนักตั้งสิบชั่ง
นอกจากนั้นยังมีสำลีกับผ้าหลายพับ จั่วเฉ่าซื้อกลับมาเตรียมตัดเสื้อบุนวม
มีหลายถุง หนักอึ้งไปหมด
พอสวีหลิ่วได้ยินว่าจั่วเฉ่าเป็นคนซื้อมาให้ ก็ยิ้มหน้าบานทันที
คนส่งของพูดว่า “คุณป้าครับ ต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลือด้วยครับ”
สวีหลิ่วกำลังวุ่นวายขนผ้านวมเข้าบ้าน “เงินส่วนที่เหลือ? เงินอะไร?”
“ของคุณรวมทั้งหมดแปดสิบหยวน จ่ายเงินมัดจำไปยี่สิบห้าแล้ว ยังเหลืออีกห้าสิบห้าหยวนครับ”
