“โห พี่จี๋พูดได้เป็นธรรมชาติมากเลย แถมยังดูเก๋า ๆ อีกต่างหาก พูดเหมือนเป็นเรื่องจริงเลยนะ”
“ฉันว่านะ พี่จี๋คงแอบคิดถึงเขามานานจนเห็นภาพหลอนไปแล้ว!”
...
เสียงเพื่อนร่วมชั้นหยอกล้อกันดังมาจากด้านข้าง
จนกระทั่งมีคนทนดูต่อไม่ไหวพูดขัดขึ้นมา ในที่สุดเสียงเหล่านั้นจึงหยุดลง
“พอได้แล้ว อย่ามายุให้เรื่องมันบานปลาย รีบกินข้าวให้เสร็จแล้วกลับไปอ่านหนังสือตอนเย็นกัน คะแนนสอบจำลองก็ออกแล้วนะ!”
ใบหน้าของหลินชิงเสวี่ยยังคงไร้อารมณ์เช่นเดิม
ทว่าดวงตาสงบนิ่งคู่นั้นกลับมีแววขุ่นเคืองเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ในเวลานี้
เฉินเจี้ยนจี๋ไม่แม้แต่จะมองคนรอบข้าง เขารีบยื่นมือคลำไปทั่วร่างกายของตัวเอง
ชุดนักเรียนที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า
ร่างกายหนุ่มแน่นแข็งแรง รวมถึงผิวบริเวณแขนที่ถูกแดดจนคล้ำเป็นสีข้าวสาลี
ทุกอย่างล้วนกำลังเตือนเขา
เขา...ย้อนกลับมาเกิดใหม่จริง ๆ!
เฉินเจี้ยนจี๋พลันตื่นตระหนก
“เสี่ยวถง...เสี่ยวถง!”
เขาร้องเรียกอย่างร้อนรน
ขณะเดียวกันก็ทุบตีตัวเองอย่างแรง
“กลับไปสิ รีบ...รีบให้ฉันกลับไป!”
เขาเริ่มลนลานแล้ว
แม้ความรักตลอดหลายปีที่แต่งงานกันจะเป็นเรื่องหลอกลวง
แต่เสี่ยวถงเป็นของจริงนะ!
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ร่างเล็ก ๆ และเสียงอ้อแอ้ไร้เดียงสาของลูกสาวแผ่ซ่านอยู่ทุกมุมบ้าน
ใช่ ชีวิตแต่งงานล้มเหลว
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่มีเงิน ไม่มีเวลาว่างเสียหน่อย!
รอหลินชิงเสวี่ยฟื้นขึ้นมา แล้วหย่ากันอย่างเปิดอก เขาก็ยังใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปกับพ่อแม่และลูกสาวได้
เขา...ไม่อยากย้อนกลับมาเกิดใหม่จริง ๆ
“พี่จี๋ อย่า! อย่าทำแบบนี้สิ ก็แค่โดนเมินใส่อีกแล้วไม่ใช่เหรอ สามปีที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่เห็นต้องคลุ้มคลั่งเลย!”
จางจื่อเหลียงรีบเข้ามาคว้ามือเขาไว้
เฉินเจี้ยนจี๋สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากการทุบตีตัวเองเมื่อครู่
ประกอบกับแรงรัดแน่นที่แขนจากมือของจางจื่อเหลียงในตอนนี้
ในที่สุดเขาก็สงบลง
เขานิ่งงันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะยิ้มออกมาเงียบ ๆ ราวกับยอมรับความจริงได้แล้ว
ก็ดีเหมือนกัน เสี่ยวถงจะได้ไม่ต้องเกิดมาในครอบครัวจอมปลอมแบบนี้ และไม่ต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดที่ยากจะตัดขาด
ไม่ต้องเผชิญหน้ากับแม่ที่มองลูกเป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนและไม่เคยมอบความรักให้ด้วย
แกเพิ่งสามขวบเอง จะทนรับเรื่องพวกนั้นไหวได้ยังไง?
บางที...
นี่อาจเป็นความหมายที่สวรรค์ให้เขาได้เริ่มต้นใหม่
เฉินเจี้ยนจี๋ดึงมือออกจากจางจื่อเหลียง แล้วค่อย ๆ มองหลินชิงเสวี่ยที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้กินข้าวโดยไม่พูดอะไร
สีหน้าของเธอเย็นชา คิ้วเรียวขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม
หลินชิงเสวี่ยมักแสดงท่าทีเย็นชาและเรียบเฉยต่อผู้คน เธอแทบไม่เคยเผยสีหน้าเช่นนี้ให้ใครเห็น
เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ชินอย่างยิ่งกับการถูกคนอื่นจ้องมองราวกับกำลังดูละคร
เหมือนที่เธอเขียนไว้ในไดอารี่นั่นแหละ เรื่องแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยง
หลินชิงเสวี่ยถือถาดอาหาร มืออีกข้างเท้าลงบนโต๊ะ เตรียมลุกขึ้นจากที่นั่ง
เฉินเจี้ยนจี๋ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
จางจื่อเหลียงเห็นแบบนั้นก็เริ่มร้อนใจ รีบขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า
“พี่จี๋ คราวนี้พี่ทำเธอโกรธจริง ๆ แล้วนะ”
“ช่างเถอะ ๆ พี่บอกไปว่าเป็นแผนของฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันรับผิดเอง!”
เฉินเจี้ยนจี๋ไม่พูดอะไร เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ไปหรอก
หลินชิงเสวี่ยยังต้องเอาอาหารที่เขายกมาให้ ไปให้หลี่เหวินเยี่ยนซึ่งอีกเดี๋ยวก็จะมาถึงโรงอาหาร
เขาเพียงมองหลินชิงเสวี่ย
มองผู้หญิงที่ตัวเองรักมานานหลายปี
ใบหน้าของเธองดงามมาก แม้ตอนนี้จะดูผอมลงไปบ้าง
แต่เด็กสาววัยสิบแปด ต่อให้ไม่แต่งหน้า ก็ยังดูสดใสเปล่งปลั่งสมวัย
ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนี้คือหลินชิงเสวี่ย
เธอเป็นนักเรียนหัวกะทิผู้เย็นชา มีความสงบนิ่งที่ไม่เหมือนคนวัยเดียวกัน
แม้สวมชุดนักเรียนที่ซักจนสีซีดจาง แต่ก็ยังดูสะอาดเรียบร้อย
ไม่ว่าจะรวบผมยาวขึ้นหรือปล่อยลงมา ก็ราวกับทำให้อากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ
แต่หลินชิงเสวี่ยในวัยสิบแปดยังไม่ได้เก็บตัวเงียบขรึมเท่ากับหลายปีหลังจากนั้น
ตอนนี้แววขุ่นเคืองในดวงตาของเธอค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรำคาญ
อารมณ์ที่ขึ้นลงให้เห็นได้ยากเช่นนี้ ทำให้เฉินเจี้ยนจี๋รู้สึกราวกับเวลาผ่านไปนานแสนนาน
ในชาติก่อน ตลอดหลายปีที่อยู่ด้วยกัน
เธอไม่เคยโกรธ และไม่เคยยิ้มให้เขาเลย
ราวกับว่าในใจของเธอ
ไม่เคยมีเขาอยู่เลยสักนิด
“พูดจบหรือยัง?”
“ถ้าจบแล้วก็ไปได้”
เสียงเรียบเฉยของหลินชิงเสวี่ยดังขึ้น
เฉินเจี้ยนจี๋จึงค่อย ๆ ดึงสติกลับมา
เขาก้มมองถาดอาหารตรงหน้า ซึ่งเต็มไปด้วยกับข้าวเนื้อสัตว์
มุมปากของเฉินเจี้ยนจี๋ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะตัวเอง
สองปีก่อน ทุกครั้งหลังจากเขาเอาอาหารมาให้และตามตื๊ออยู่พักใหญ่ หลินชิงเสวี่ยแม้จะไม่รับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
เธอเพียงกินข้าวของตัวเองเงียบ ๆ แล้วจากไป โดยไม่เคยแตะต้องอาหารในถาดนั้นเลย
เฉินเจี้ยนจี๋เคยเห็นท่าทีที่เธอใช้ปฏิเสธคนอื่น มันตรงไปตรงมาและเด็ดขาดมาก เขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายเองก็มีใจให้เขา เพียงแค่เป็นคนเย็นชาและขี้อาย
ต่อมาเขาจึงไม่ค่อยเอาข้าวมาให้บ่อย ๆ แต่เปลี่ยนเป็นขนมแทน
แต่ยกเว้นขนมที่แบ่งให้เพื่อนร่วมชั้นกลุ่มหนึ่ง เธอจะรับไว้เงียบ ๆ ส่วนขนมที่ให้เธอคนเดียว เธอไม่เคยรับเลย
กระทั่งปีนี้ที่โรงอาหาร เธอกลับรับถาดอาหารจากเขาต่อหน้าทุกคน
เฉินเจี้ยนจี๋ดีใจมาก คิดว่าความพยายามของตัวเองในที่สุดก็ได้รับผลตอบแทน
หลังจากนั้นหลินชิงเสวี่ยก็ดูเหมือนจะยอมรับเป็นนัย ๆ
แน่นอนว่าอาหารพวกนั้นลงท้องหลี่เหวินเยี่ยนทั้งหมด
เฉินเจี้ยนจี๋รู้เรื่องนี้ แต่ตอนนั้นเขากลับไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
หลี่เหวินเยี่ยนเพิ่งย้ายมาเรียนที่โรงเรียนมัธยมแห่งนี้ตอนขึ้นปีสุดท้าย
วันเปิดเทอมวันแรก หลินชิงเสวี่ยก็แสดงท่าทีสนิทสนมกับเขาเป็นพิเศษ แตกต่างจากที่ปฏิบัติต่อคนอื่น
เฉินเจี้ยนจี๋เคยสืบถาม และได้รับคำยืนยันจากหลี่เหวินเยี่ยนด้วยตัวเอง
ครอบครัวของพวกเขาเป็นเพื่อนบ้านกัน ทั้งคู่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
เฉินเจี้ยนจี๋คิดว่า หลินชิงเสวี่ยแค่เจอเพื่อนบ้านที่ยากจนเหมือนกันในอำเภอที่ไม่มีคนคุ้นเคย เลยอยากช่วยเท่าที่ช่วยได้
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากนั้นดูเหมือนเพื่อความเป็นธรรม หลินชิงเสวี่ยก็เคยเอาอาหารเช้ามาให้เขาบ้างเป็นครั้งคราว ตอนที่ไม่มีใครเห็น
แม้เธอจะกำชับเฉินเจี้ยนจี๋ว่าอย่าบอกใคร แต่แค่นั้นก็ทำให้เขาดีใจจนแทบบ้าแล้ว
เขาคิดว่าความพยายามของตัวเองได้รับผลตอบแทน จึงเก็บเรื่องนี้ไว้อย่างระมัดระวังและเป็นความลับ ราวกับเป็นความลับระหว่างคนสองคน
เฉินเจี้ยนจี๋ยังเคยรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำ
เพราะหลี่เหวินเยี่ยน หลินชิงเสวี่ยถึงได้เลิกเมินเฉยต่อความรู้สึกดี ๆ ที่เขามีให้
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า
แท้จริงแล้วผู้ชายคนนี้ต่างหากที่หลินชิงเสวี่ยเก็บไว้ในใจมาตลอด
เมื่อได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เฉินเจี้ยนจี๋จะไม่โง่อีก ไม่โง่ถึงขั้นควักเงินซื้อข้าวให้ทุกวัน สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าได้ประโยชน์กับผู้ชายคนอื่น
เขาพยักหน้า ตอบสั้น ๆ
“ได้”
พูดจบเขาก็ยื่นมือไปยกถาดอาหารที่เต็มไปด้วยกับข้าวเนื้อสัตว์ แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นภาพนั้น
หลินชิงเสวี่ยชะงักไปชั่วขณะอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเผยอขึ้นโดยไม่รู้ตัวเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง
แต่สุดท้ายเธอก็กลืนคำพูดลงคอ ก้มหน้าลงอีกครั้งและเงียบไป
จางจื่อเหลียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ งุนงงอยู่ครู่หนึ่ง กว่าจะได้สติก็รีบวิ่งตามเฉินเจี้ยนจี๋ไป
“เดี๋ยวก่อนพี่จี๋ จะไปก็ไปสิ แต่ทำไมไม่วางถาดอาหารไว้ล่ะ แบบนี้ความรู้สึกดี ๆ ที่อุตส่าห์สะสมมาก็หายเกลี้ยงไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้น
เฉินเจี้ยนจี๋ชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองแวบหนึ่ง
เขาเห็นหลินชิงเสวี่ยยังคงนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้กินข้าว ราวกับไม่ใส่ใจกับสิ่งรอบตัวเลย
แต่เฉินเจี้ยนจี๋ที่อยู่กับเธอมาหลายปีรู้ดี
หลินชิงเสวี่ยจะไม่เดินหนีเพียงเพราะถูกคนรอบข้างหยอกล้อหรือนินทา เพราะนั่นจะทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองขี้ขลาดและเสียอาการ
ในสถานการณ์แบบนี้ บางทีหลินชิงเสวี่ยในอีกหลายปีข้างหน้าอาจรับมือได้อย่างสงบนิ่ง
แต่ตอนนี้ร่างที่นั่งตัวตรงเกร็งแข็งของเธอ ก็แค่กำลังฝืนทำใจให้สงบเท่านั้น
เฉินเจี้ยนจี๋ถอนสายตากลับมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ความรู้สึกดี ๆ งั้นเหรอ?”
“สำหรับคนที่เอาแต่พูดเรื่องผลประโยชน์และมีนิสัยจืดชืดเหมือนน้ำเปล่า ต่อให้ดีกับเธอแค่ไหนก็ไม่มีทางได้ความรู้สึกดี ๆ อะไรหรอก”
“อะไรนะ?”
จางจื่อเหลียงงุนงงไปหมด
เมื่อกี้พี่จี๋เพิ่งเลิกเรียนก็รีบพุ่งมาที่โรงอาหารทันที แล้วทำไมแค่ชั่วพริบตาถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
เหมือนกับว่า...เหมือนกลายเป็นคนละคนไปแล้วอย่างนั้นแหละ?
เฉินเจี้ยนจี๋หามุมที่ไม่มีคนนั่งลง
แต่ทันทีที่วางถาดอาหารลงบนโต๊ะ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากที่ไม่ไกล
“รีบดูเร็ว นั่นไม่ใช่หลี่เหวินเยี่ยน เพื่อนบ้านของหลินหรือไง?”
“พูดตามตรง ถึงจะได้ยินว่าทางบ้านลำบากเหมือนกัน แต่หน้าตาก็ดูสุภาพเรียบร้อยดีนี่นา มิน่าหลินถึงปฏิบัติกับเขาไม่เหมือนคนอื่น”
“พูดอะไรของเธอ พี่จี๋เคยถามหลินแล้ว ทั้งคู่เป็นเพื่อนบ้านกัน โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ครอบครัวก็สนิทกัน ตอนนี้ยังเรียนโรงเรียนเดียวกันอีก จะไม่ดูแลกันได้ยังไง?”
......
เสียงกระซิบกระซาบรอบข้างดังเข้ามา
เฉินเจี้ยนจี๋เงยหน้าขึ้นมองเช่นกัน
เขาเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอม ใส่แว่น ชุดนักเรียนบนตัวแม้จะเก่าแต่ก็สะอาดเรียบร้อย ค่อย ๆ เดินเข้ามาในโรงอาหาร
คนคนนี้
ก็คืออาเยี่ยนที่หลินชิงเสวี่ยเขียนถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในไดอารี่
เพื่อนชายที่เติบโตมาด้วยกันของเธอ หลี่เหวินเยี่ยน
......
