ทำไมพอออกไปข้างนอกที เจ้าหลิวชิงที่ค่อนข้างขี้อายอยู่บ้าง ถึงได้เปลี่ยนท่าทีไปมากขนาดนี้ อันอวี๋นึกไม่เข้าใจเลย เธอถึงกับลองหยั่งเชิงหลิวชิงเล็กน้อย ก็พบว่าหลิวชิงก็ยังเป็นหลิวชิงคนเดิม
เนื้อสัตว์ถูกย่างจนหอมกรุ่น เนื้อสิ่งมีชีวิตมารที่เสียบเหนือกองฟืนถูกย่างจนผิวด้านนอกเป็นมันวาวสีเหลืองทอง ไขมันบนผิวโดนความร้อนแล้วหยดติ๋งๆ ลงไปในกองไฟ เกิดเป็นประกายไฟเล็กๆ ดังปะทุ หนังด้านนอกถูกย่างจนย่นเล็กน้อย ปรากฏสีน้ำตาลอำพันชวนน้ำลายสอ รอยแตกลายริ้วๆ มีไขมันใสดุจเกล็ดหิมะเคลือบอยู่ชั้นหนึ่ง กลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นรมควันไม้บางๆ กระจายไปทั่ว กลิ่นไขมันหอมกรุ่นลอยเข้าจมูกชวนหิว
อันอวี๋นั่งอยู่ข้างกองไฟ เฮยหลินได้ยินเสียงเคลื่อนไหวข้างนอกก็เริ่มแล่เนื้อ ในชามของนางมีชิ้นเนื้อกองอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว
ได้กลิ่นหอมรุนแรงนี้เข้าไป อันอวี๋ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองหิวมากแล้ว
เฮยหลินไม่ได้ถามนางเลยว่าทำไมนางตู้ถึงมาเอาของที่ล่าได้ไป แล้วก็ไม่ได้ถามว่านางไปทำข้อแลกเปลี่ยนอะไรมา แม้ว่าเนื้อส่วนนั้นจะมีส่วนที่เขาเป็นผู้ล่ามาด้วยก็ตาม เขาเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตมารเพศผู้ ย่อมไม่สมควรเข้าไปยุ่งเรื่องพวกนี้แต่แรก
อาหารค่ำยังคงเป็นแผ่นแป้งกับเนื้อย่าง อันอวี๋อดรู้สึกไม่ได้ว่าโชคดีแล้วที่ตัวเองข้ามภพมาแบบวิญญาณเข้าสิงร่าง ถ้าข้ามมาทั้งร่าง คนจากโลกมนุษย์อย่างนางจะทนอยู่ได้อย่างไรในเมื่อไม่ได้กินผักทุกวัน แค่ไม่กี่วันก็คงท้องผูกตายแล้ว
“พรุ่งนี้ ข้าจะไปเก็บของด้วย” กินไปสองสามคำรองท้องแล้ว อันอวี๋ถึงเอ่ยขึ้น
สิ่งมีชีวิตมารทั้งสองข้างกองไฟต่างก็ชะงักไป อันอวี๋บอกพวกเขาด้วยตัวเองว่าจะไปทำอะไร เมื่อก่อนอันอวี๋มองพวกเขาเป็นเพียงหญ้าแห้งๆ ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนดินและอากาศ ตอนนี้ทั้งคู่สบตากัน เรื่องที่คาดเดาและถกเถียงกันเมื่อครู่ก็ผุดขึ้นในใจอีกครั้ง หัวใจอดไม่ได้ที่จะเต้นเร็วขึ้น
