อันอวี๋รับน้ำมาจิบหนึ่งคำแล้วกลั้วไว้ในปาก เมื่อครู่ที่เดินมาหอบใหญ่ รู้สึกได้ว่าปากแห้งผาก ถ้าดื่มน้ำตอนนี้เลยกลับยิ่งไม่ค่อยแก้กระหาย รอให้ช่องปากชุ่มก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำ แก้กระหายกว่า
หลิวชิงมองท่าทางของนาง รู้สึกเพียงว่านางทุ่มเทให้ครอบครัวมากเกินไป ทั้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เขาอดใจไม่ไหวที่จะก้าวเข้าไปใช้แขนเสื้อช่วยเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้อันอวี๋
เขามักรู้สึกราวกับว่าอันอวี๋ก่อนหน้ากับอันอวี๋ตอนนี้ไม่ใช่คนคนเดียวกัน อันอวี๋ที่อยู่ตรงหน้า คืออันอวี๋ที่พาเขากลับบ้าน ตกกลางคืนจะห่มหนังสัตว์ให้เขา ซับน้ำตาให้เขา จะให้เนื้อเขากิน จะทำแผ่นแป้งให้เขา จะยิ้มอ่อนโยนให้เขา จะลำบากตรากตรำไปเมืองร้อยสิ่งมีชีวิตมารเพื่อแลกของมาให้ครอบครัวอยู่รอดในฤดูหนาว
อันอวี๋ที่เมื่อก่อนอารมณ์รุนแรง เขาไม่อยากหวนนึกถึงอีก
เขาอยากเพียงเก็บอันอวี๋ที่เป็นแบบตอนนี้ไว้
หนังสัตว์ไม่เหมือนเสื้อผ้าฝ้ายยุคใหม่ ซักหลายครั้งก็แข็งกระด้าง หนังสัตว์ที่แห้งและแข็งเล็กน้อยแตะอยู่บนหน้าผาก อันอวี๋ชะงักไป เงยหน้าสบกับดวงตาสีอำพันที่แฝงความเป็นห่วงของหลิวชิง
“มีอะไรหรือ” อันอวี๋ถาม
สบตากับนาง หลิวชิงกลับเหมือนถูกน้ำร้อนลวก รีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว
“เปล่า เปล่า ข้าแค่เห็น…” เจ้ามีเหงื่อเต็มหน้า อยู่ ๆ คำพูดก็ติดอยู่ที่ลำคอ ตัวเขาเองก็รู้ว่าที่เพิ่งทำไปนั้นเกินเลยเพียงใด อันอวี๋ถึงแม้จะให้เขาเป็นพี่น้อง แต่แท้จริงแล้วไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดเลยแม้แต่น้อย ทว่าเขากลับทำเช่นนี้
อันอวี๋ต้องคิดว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายที่ดีแน่
มองดูหลิวชิงที่มีท่าทางเขินอายอย่างไร้สาเหตุ อันอวี๋ก็นึกถึงตอนแรกที่ทั้งสองพบกัน ตลอดวันนั้นหลิวชิงมีสีหน้าตื่นตระหนกและไร้อารมณ์ ดวงตามีแต่ความเงียบงันและความตายด้าน ตอนนี้กลับแสดงสีหน้าหลากหลายเช่นนี้ นี่หมายความว่าพวกเขาค่อย ๆ กลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วใช่ไหม
