เมื่อได้ยินเสียงของเฮยหลินที่ฟังดูยินดีอยู่บ้างและแตกต่างจากที่ผ่านมา อันอวี๋ก็หิ้วกระต่ายอ้วนยักษ์สองตัวเดินเข้าไปหา ทั้งสองตัวถูกบิดคอจนหัก แขนขาห้อยย้วยไร้เรี่ยวแรง หูกระต่ายยาวกับหัวเอียงไปด้านหนึ่ง พอเธอยกมือขึ้น หูกระต่ายก็แกว่งไปมา
จำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน เฮยหลินยังไม่ค่อยพูดขึ้นมาเอง ถามอะไรก็ต้องคอยชี้นำ หากไม่มีงานทำก็จะกระวนกระวายเดินวนไปมาเหมือนหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อยที่ถูกขังไว้นานจนเกิดพฤติกรรมตายตัวอย่างรุนแรง
ไม่อย่างนั้นก็เดินตามหลังคนอื่นเงียบ ๆ พอเดินนำไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ก็รีบถอยกลับเหมือนทำความผิดมหันต์
ส่วนใหญ่เขามักทำหน้าตึงไร้อารมณ์ มีเพียงบางครั้งเมื่ออยู่ในมุมที่ไม่มีใครเห็น ถึงจะเม้มปากเผยสีหน้าคับข้องใจออกมา เขาไม่เหมือนหลิวชิงที่แสดงอารมณ์ออกมาตรง ๆ หลิวชิงเชื่อฟังอูหลี เชื่อฟังเจ้าของร่างเดิม และเชื่อฟังเธอเหมือนกันหมด ถูกตีก็แสดงความกลัว ได้รับคำชมก็ยิ้มออกมา
ส่วนเฮยหลินเหมือนจมอยู่ในโคลนตม คอยจับตาดูทุกการกระทำของตัวเองอย่างเคร่งเครียด กลัวว่าหากทำผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวจะไม่มีวันได้ผุดได้เกิด เขารู้ดีว่าพูดมากก็ยิ่งผิดมาก จึงค่อย ๆ กลายเป็นคนเงียบราวกับเงา
เมื่อเห็นว่าตอนนี้เฮยหลินพูดขึ้นมาเองได้เหมือนสัตว์อสูรทั่วไปแล้ว อันอวี๋ก็รู้สึกดีใจ พูดมากหน่อยก็ดี คนพูดไม่เก่งมักถูกคนอื่นรังแกง่าย
“หิมะตกบนไหล่แล้ว รีบปัดออกเร็ว อย่าปล่อยให้ละลายจนเสื้อเปียก”
เฮยหลินถึงกับได้สติขึ้นมา เขาเอียงหน้ามองไหล่ เห็นว่ามีหิมะเกาะอยู่จริง ๆ จึงยกมือปัดออก อันอวี๋มองเห็นปลายนิ้วของเขาที่แดงก่ำ
