ในวินาทีที่จางไห่ถงดึงจางไห่ผิงขึ้นมา เขาก็รู้สึกได้ว่าสติของตนค่อย ๆ เลือนหาย
ความรู้สึกเหมือนกับครั้งก่อนที่ออกท่องโลกในคฤหาสน์ตระกูลสวีไม่มีผิด เขาอ้าปากพูดอย่างขาดห้วงว่า “ระวัง...ฉัน อย่าเชื่อ...อย่าเชื่อใครทั้งนั้น...”
มือของเสี่ยวเกอที่ปิดหูเขาพลันบีบแน่นขึ้น จับใบหูของจางไห่ถงไว้เต็มแรง แล้วตะโกนเสียงดัง “จางไห่ถง!”
สิ้นเสียงนั้น แววตาของจางไห่ถงก็ดับวูบ ร่างของเขาเริ่มกวาดทุกคนรอบตัวออกไปด้วยวิธีอันน่าตกตะลึง ใครก็ตามที่มีจิตสังหารต่อเขาแม้เพียงน้อย ล้วนถูกคมดาบของเขาสังหารจนหมดสิ้น
……
“จางไห่ถง!”
เสียงเด็กเล็กปลุกเขาจากห้วงนิทรา เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาก็นั่งอยู่ในห้องสีขาวโพลน จางไห่ถงนั่งอยู่ทางขวามือของหญิงคนหนึ่ง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล ฝั่งตรงข้ามเป็นหมอสวมเสื้อกาวน์สีขาว ใส่แว่นกรอบโลหะ ดูสุภาพเรียบร้อย
“คุณหมอต่ง แล้วถงถงลูกฉันจะดีขึ้นไหมคะ เขาใกล้จะเจ็ดขวบแล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป จะเข้าสังคมตามปกติไม่ได้ไปตลอดหรือเปล่า”
น้ำเสียงของหญิงคนนั้นไพเราะ แม้จะร้อนใจ แต่น้ำเสียงยามพูดก็ยังน่าฟัง ฟังดูก็รู้ว่าได้รับการศึกษาอย่างดี
“คุณนายจาง อาการออทิซึมต้องรักษาเป็นเวลานาน เรารับประกันไม่ได้ว่าจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จะต้องมีพัฒนาการดีขึ้นแน่นอน ทางเราขอแนะนำให้พาเด็กมาพบแพทย์ทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังอาจใช้สิ่งเร้าจากภายนอกบางอย่าง...”
คุณหมอต่งเองก็พูดจาอ่อนโยน ทว่ายังพูดไม่ทันจบก็ถูกจางไห่ถงขัดขึ้น
