จอมโจรสุสาน: เอกาแห่งศตวรรษ

บทที่ 3 การออกเก็บเกี่ยว

6 นาที· 1.4K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

ช่วงนี้บ้านท่านสวีเกิดเรื่องประหลาดขึ้นเรื่องหนึ่ง

ในบ้านมีบ่าวรับใช้ระยะยาวคนหนึ่ง แซ่หวัง เมื่อหลายวันก่อนไปเฝ้ายามกลางคืนที่ป่าบนภูเขาด้านหลัง ไม่รู้ไปรบกวนถ้ำเซียนไหนเข้า ทำให้ขัดเคืองเทพเจ้าทั้งหลาย พอกลับมาก็มีแผลพุพองขึ้นตามตัว เป็นไข้สูงสลึมสลือ แถมยังเพ้อเจ้อเป็นบ้าๆ บอๆ วันรุ่งขึ้นก็พบว่าเขาตื่นตระหนกพลัดตกหุบเขา ชักกระตุกอยู่ และมีแผลพุพองเต็มตัวอีกมากมาย

คนแซ่หวังพร่ำพูดแต่คำว่าเห็นผี เห็นผี ทั้งตัวหวาดกลัวยิ่งนัก

บ้านสวีไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ จึงเพิ่มกำลังคนไป แต่ก็เป็นแบบนี้ทุกราย

ตระกูลสวีแต่เดิมเป็นขุนนางในเมืองหลวง ภายหลังฐานะตกต่ำ จำต้องหดหัวกลับบ้านเกิด บ้านเก่าก็ถูกซ่อมแซมใหม่ อาศัยภูเขาลูกหนึ่งที่ไม่ใหญ่นัก

นั่นคือป่าสงวนของตระกูล ผลผลิตแต่ละปีก็นับว่าไม่น้อยเลย

เมื่อเห็นผู้คนทุกข์ทรมานแสนสาหัส ท่านสวีมีจิตเมตตา ทั้งยังเกรงป่าจะเกิดโรคระบาด จึงให้คนไปเชิญหมอมาดู ใครจะรู้ว่าหมอที่เก่งที่สุดในรัศมีสิบลี้ก็รักษาไม่ได้ ครอบครัวของบ่าวรับใช้ร้องไห้แทบสลบ

……

“ท่านน้าขอรับ ท่านพอจะรู้ทางไปบ้านสวีไหม”

บนถนนใหญ่ในเมืองเล็กๆ เด็กหนุ่มร่างผอมแห้งหน้าซีดคนหนึ่ง คว้าแขนผู้ชายคนหนึ่งถามขึ้น มือเขาถือเงินทองแดงไว้หยิบมือ ถามทางพลางก็ยื่นเงินให้

ชายคนนั้นพลันยิ้มแย้ม พูดคำอวยพรมากมายก่อนจะบอกทาง

ท่านสวีเพิ่งกินข้าวเช้าเสร็จ ยามเฝ้าประตูก็มารายงานว่า “นายท่าน มีคนมาหาด้านนอก บอกว่าเป็นหมอพเนจร รักษาโรคนี้ได้”

ภรรยาท่านสวีกล่าวว่า “หมอดีๆ ยังช่วยอะไรไม่ได้ หมอพเนจรจะได้หรือ”

ท่านสวีกลับโบกมือ เป็นนัยว่าอย่าเพิ่งพูด “ในยุทธภพมีเรื่องประหลาดมากมาย เจอหน้าก็ไม่เสียหาย”

ภรรยาท่านสวีก็รู้ว่าสามีจะลองเสี่ยงเป็นครั้งสุดท้าย

ไม่นานนัก ยามเฝ้าประตูก็พาเด็กหนุ่มหน้าซีดตัวเหลืองคนหนึ่งเข้ามา ผมก็แห้งกรัง หน้าตาพอใช้ได้ เขาสวมเสื้อกั๊กหลวมโคร่ง กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าผ้า บ่าสะพายย่ามผ้า มีย่ามมีรูปหยินหยางวาดด้วยหมึกพู่กัน ดูเรียบง่ายมาก

ทว่าเด็กหนุ่มกลับมีน้ำเสียงไพเราะเยี่ยม หนักแน่นราวสระน้ำ เย็นใสประดุจหยก “ข้าน้อยกงฉางไห่ ขอคารวะท่านสวีและภรรยา”

“เจ้านี่หรือคือหมอพเนจร อายุน้อยถึงเพียงนี้” ภรรยาท่านสวีและท่านสวีเหมือนเล่นบทดีร้าย ภรรยาท่านสวีรับหน้าที่เป็นคน “สอบถาม”

“ข้าน้อยมีอาจารย์อยู่สำนักเต๋าแห่งหนึ่ง อาจารย์และผู้อาวุโสให้ข้าออกมาฝึกฝนวิชาแพทย์ ระหว่างเดินทางก็พอดีเคยเจอโรคนี้”

กงฉางไห่คนนี้ก็คือจางไห่ถงนั่นเอง เขาไม่มีใครอยู่ด้วยกัน และก็ไม่อยากพาใคร วิชาฟงฉุยดูสุสานเขาก็รู้มาบ้าง เอาของที่ได้กลับไปส่งมอบก็พอแล้ว จะเอาชีวิตไปเสี่ยงทำไม

จางไห่ถงจึงไม่ไปดูสุสานใหญ่ที่สันโดษห่างไกลผู้คน ซึ่งมีฮวงจุ้ยและปราณวิเศษ แต่ไปหาที่ที่ยังมีคนอยู่ ก็มาเจอบ้านสวีแห่งนี้

การสร้างบ้านบนสุสานโบราณไม่ใช่เรื่องแปลก หนึ่งคือที่ที่ใช้เป็นสุสานได้ย่อมเป็นฮวงจุ้ยที่ดี สองคือที่เล็กๆ แบบนี้ ผู้รู้ที่เชิญมาได้อาจไม่เก่งกาจ ตกหล่นอยู่บนสุสานโบราณก็เป็นเรื่องปกติ

บ้านสวีตรงตามที่จางไห่ถงต้องการพอดี เขาจึงไปซุ่มดูที่ป่านั้นหลายวัน เลือกตำแหน่งขุดอุโมงค์ลับ

ทว่าที่นั่นอยู่ชายขอบป่า เพราะขุดอุโมงค์ที่นี่จะเข้าสู่ห้องสุสานหลักโดยตรง แต่มันก็ดันเป็นจุดที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด จางไห่ถงไม่อยากเปลืองแรงในสุสานแล้วพลาดท่าถึงชีวิต จึงต้องลงมือบนพื้นดิน

การจะเข้าป่าได้อย่างเงียบเชียบไม่ถูกพบ ก็ต้องเข้ามาอย่างมีเหตุผล

จางไห่ถงมียาพิษติดตัวไม่น้อย สุ่มเลือกเหยื่อโชคดีสักคน แล้วแปลงโฉมเป็นหมอพเนจรไปหา เรื่องพิษนี่ ยังไงก็เป็นยาคิดค้นเฉพาะของตระกูลจางเก่าแก่ ถ้าถูกถอนง่ายๆ วิทยาลัยอาชีวะตระกูลจางจะเอาหน้าไปไว้ไหน!

“จริงหรือ” ท่านสวีตาเป็นประกาย ตัดสินใจทันทีให้จางไห่ถงรักษา

จางไห่ถงเลือกคนที่อยู่ใกล้ตัวเองที่สุด ทำทีตรวจโรคแบบแพทย์แผนจีน แล้วหยิบยาออกมาให้ท่านสวี “ยานี้บรรเทาอาการได้ชั่วคราว ส่วนยาที่ถูกต้อง ต้องให้ข้าไปดูที่ที่พวกเขาเกิดเรื่องก่อน”

“น้องชายกงบอกว่าเคยเจอโรคนี้ไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องเรื่องมาก”

ภรรยาท่านสวีเอ่ยถาม

“นี่คือโรคชั่วร้าย ไม่ใช่แค่ร่างกายมีปัญหา แต่ปราณวิญญาณก็ต้องมีปัญหาด้วย ข้ามาจากสำนักเต๋า จะดูผิดได้อย่างไร” จางไห่ถงเริ่มแต่งเรื่อง

ยาของเขาได้ผลจริง ท่านสวีจึงปล่อยให้เขาไปที่ป่า และยังจัดที่พักในจวนสวีให้

ป่าเกิดเรื่อง ตอนนี้แม้แต่คนเฝ้ายามก็ไม่มี

จางไห่ถงเตรียมของไว้ตั้งแต่ตอนสำรวจ ไว้ที่ป่าแล้ว ตอนนี้เข้าไปก็ขุดเลย พอรุ่งเช้าก็ขุดอุโมงค์เสร็จ

จางไห่ถงตัดสินใจกลับจวนสวีไปเติมเสบียง และเอาอาวุธมาด้วย ไม่อย่างนั้นเวลาที่ต้องใช้กำลัง อาวุธกลับใช้ไม่ได้ ก็ตายอย่างน่าอนาถสิ

ท่านสวีเพิ่งกล่อมลูกเสร็จ กำลังอุ้มลูกๆ เข้าห้อง จางไห่ถงก็กลับมาข้างนอกตัวเต็มไปด้วยกลิ่นดิน เขายังสวมหน้ากากแปลงโฉมอยู่ พอเจอทั้งสองก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนทันที

“ท่านสวี คุณหนู คุณชาย”

จางไห่ถงโค้งคารวะ

เด็กหญิงดูอายุไม่มาก มัดผมสองจุก นัยน์ตาจ้องมองจางไห่ถงนิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งก็พูดอู้อี้ว่า “พ่อ พี่ชายคนนี้หน้าดุจัง”

ดุ?

ท่านสวีมองรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวลบนใบหน้าจางไห่ถง ถึงหน้าตาจะไม่หล่อ แต่ก็ดูอ่อนโยน เหตุใดถึงบอกว่าดุ?

มือที่ซ่อนในแขนเสื้อของจางไห่ถงสั่นสะท้าน เด็กหญิงคนนี้อายุน้อยกว่าเด็กชาย เด็กมองสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนผู้ใหญ่ บางทีนางอาจได้กลิ่นสุสานจากตัวเขา หรือมองเห็นอะไรในแววตาก็ได้

แต่นั่นไม่สำคัญ

ท่านสวีกล่าวขอโทษว่า “ข้าขออภัยด้วยน้องชาย เด็กบ้านข้าอายุยังน้อยไม่รู้เรื่อง คำพูดเด็กอย่าได้ถือสา”

จางไห่ถงพยักหน้า พูดคุยกับเขาสองสามคำ แล้วว่า “ท่านสวี อีกไม่กี่วันข้าจะไปทำพิธีที่ภูเขาด้านหลัง ถ้าไม่มีเรื่องใหญ่ก็ไม่ต้องตามหา เมื่อเสร็จแล้ว ปัญหาตอนนี้จะหมดไป”

ท่านสวีย่อมไม่ขัดข้อง

วันรุ่งขึ้น จางไห่ถงก็ขึ้นภูเขายามมืด มุดเข้าอุโมงค์ลับ แม้อุโมงค์นี้จะเบี่ยงไปหน่อย แต่ก็ยังดีที่อยู่ในห้องข้าง เข้าไปเอาของแทบไม่เปลืองแรง

ตะขอเกี่ยวโยนไว้ข้างนอก เขาก็ไต่เชือกลงมา เมื่อจางไห่ถงถึงพื้นแล้วเงยหน้า ใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวก็ปะทะเข้าสู่สายตาทันที

… อะไรเนี่ย

จุดไฟแช็กแล้วนี่ก็เป็นแค่รูปปั้น

จางไห่ถงทำเหมือนที่นี่เป็นบ้านผีสิง ระหว่างทางก็ไม่มีกับดักอะไร จะว่าไปก็ดูออกว่าเจ้าของสุสานไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร และก็ไม่ได้คิดจะตั้งกับดักอะไรที่ซับซ้อนเกินไป

พวกสัตว์เลื้อยคลานและแมลงมีมาก แต่สำหรับคนตระกูลจางแล้วไม่เป็นภัยแต่อย่างใด

เขาก็มาถึงห้องสุสานหลักอย่างราบรื่น โลงหินตั้งอยู่กลางห้อง

ความสามารถของจางไห่ถงแทบไม่ได้ใช้เลย ราบรื่นเกินไปจริงๆ…

ในห้องสุสานหลักนอกจากโลงศพแล้ว ข้างๆ ยังมีที่วางของฝังศพโดยเฉพาะ ผ้าทอและแพรพรรณมากมายผุพังไปแล้ว แต่ทองคำ เงิน อัญมณี และเครื่องใช้บางอย่างยังคงสภาพดีอยู่

แต่ของดีๆ แน่นอนว่าต้องอยู่ในโลงหลัก

จางไห่ถงไม่มองของพวกนั้น เขาเปิดโลงโดยตรง

ทว่าในโลงกลับไม่มีศพ

ข้างในมีหินก้อนมหึมาวางอยู่ บนสลักลายเส้นที่ชวนขนลุก

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com