พอพูดถึงเรื่องมีลูก เจียงชิงเยว่ก็ยิ้มไม่ออกทันที
เมื่อคืนพวกเขาทำกันไปแล้ว...ถ้าเกิดท้องขึ้นมาจะทำยังไง?
แต่ไม่นานเจียงชิงเยว่ก็สงบใจลงได้ เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าประจำเดือนของร่างเดิมเพิ่งหมดไปก่อนแต่งงานนี่เอง
บางทีที่ครั้งแรกพวกเขาทำไม่สำเร็จ ก็อาจเป็นเพราะเธอกำลังมีประจำเดือนพอดี
อาศัยความรู้วิชาสุขศึกษาที่เธอมี แม้จะโสดแต่ก็รอบรู้ไม่น้อย ช่วงนี้น่าจะเป็นระยะปลอดภัย ไม่น่ามีปัญหา
อีกอย่าง ต่อให้กังวลไปก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้แล้ว
“แม่พูดอะไรหนูจำไว้หมดแล้ว แม่วางใจเถอะ ตอนนี้แต่งงานแล้ว หนูก็รู้ว่านิสัยเมื่อก่อนใช้ไม่ได้ ต่อไปหนูจะค่อย ๆ ปรับปรุงตัว”
หวังซิ่วจือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมา ที่แท้ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อครู่ถึงรู้สึกว่าลูกสาวเปลี่ยนไป
พอแต่งงานแล้วก็โตเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ
“รู้ว่าผิดแล้วแก้ไขก็ดีแล้ว อย่าโทษพ่อเลยที่ใจแข็ง คราวนี้ลูกทำให้เขาโกรธมาก หลายวันมานี้เขากินข้าวไม่ค่อยลง เขาเป็นคนถือศักดิ์ศรีมาตลอดชีวิต ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านเอาไปพูดลับหลัง เขาก็เสียใจน่ะสิ”
“หนูรู้ค่ะ หนูไม่โทษพ่อหรอก”
“คราวนี้ลูกแต่งงานกะทันหัน แม่เตรียมอะไรให้ไม่ทัน แต่เงินสินเดิมน่ะ แม่กับพ่อเก็บไว้ให้ลูกตั้งนานแล้ว” หวังซิ่วจือพูดพลางล้วงเงินยี่สิบหยวนออกจากกระเป๋า “เอาไปก่อนยี่สิบหยวน ถ้าใช้หมดแล้วค่อยมาขอแม่ แม่เก็บเงินไว้ให้ลูกหมดแหละ กลัวลูกเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่าย”
เจียงชิงเยว่ก้มมองเงินยี่สิบหยวนที่ถูกยัดใส่มือ ปลายจมูกก็อดแสบขึ้นมาไม่ได้
เมื่อเช้าตอนออกจากบ้าน เธอยังทอดถอนใจว่าตัวเองไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว ตอนนี้กลับมีเงินยี่สิบหยวนแล้ว
ถึงจะไม่มาก แต่ความรู้สึกที่มีคนเป็นห่วงและคอยนึกถึงช่างดีเหลือเกิน
อีกอย่าง เมื่อเทียบกับราคาสินค้าในยุคนี้ เงินยี่สิบหยวนก็ไม่น้อยเลย!
“เรื่องเสบียงไม่ต้องห่วงนะ รอให้ฟ้ามืดก่อน แม่จะให้พี่สามของลูกแอบเอาไปส่งให้ ตอนนี้ยังกลางวันแสก ๆ ถ้าพี่สะใภ้รองเห็นเข้าก็ต้องเบะปากใส่อีก ถ้าคนในหมู่บ้านเห็นก็จะเอาไปพูดอีก”
เจียงชิงเยว่รู้สึกลำบากใจ แม้จะอยากปฏิเสธอย่างคนมีศักดิ์ศรี แต่ก็น่าเสียดายที่คนจนมักไม่มีทางเลือก
เสบียงในบ้านมีแค่นิดหน่อย ทั้งหมดก็เป็นของโจวเจิ้งถิง แม้ตอนกินมื้อเช้าเขาจะไม่ได้พูดอะไร
แต่พอกลับไปแล้วรู้เรื่องที่กลับเมืองไม่ได้ เขาอาจจะทำอย่างไรก็ได้ เธอเองก็ไม่มีหน้ากินของเขาต่อไปจริง ๆ
ตอนนี้คงต้องหน้าด้านพึ่งพ่อแม่ไปก่อน พอหาเงินได้แล้วค่อยคืนให้
“พ่อจะยอมเหรอคะ?”
“ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก อีกอย่าง ลูกคิดจริง ๆ เหรอว่าพ่อลูกจะโกรธกันจนเป็นเรื่องใหญ่? เขาแค่โมโหลูก ไม่ได้เกลียดลูกจริง ๆ หรอก”
“พ่อโกรธก็สมควรแล้วค่ะ แม่ หนูอยากไปหาพ่อแล้วขอโทษเขา”
พอได้ยินว่าลูกสาวจะไปขอโทษ หวังซิ่วจือก็เหมือนถูกฟ้าผ่า ตั้งแต่เล็กจนโต ลูกไม่เคยยอมก้มหัวขอโทษใครเลย
“ดี ๆ ในที่สุดก็รู้จักคิดเป็นแล้ว รีบไปเถอะ แม่จะเก็บสัมภาระให้ พอกินข้าวเสร็จค่อยกลับ”
“แม่ หนูไม่กินข้าวแล้วค่ะ หนูจะไปคุยกับพ่อสักหน่อยแล้วกลับเลย”
เจียงชิงเยว่เดินออกจากห้อง แล้วเคาะประตูห้องของพ่อแม่อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “พ่อ...”
พอเห็นข้างในไม่มีเสียงตอบ เจียงชิงเยว่ก็คิดว่าถึงหดหัวก็โดนฟัน ถึงยืดหัวออกไปก็โดนฟันอยู่ดี
ถ้าไม่ถามให้รู้เรื่อง เธอก็อธิบายกับโจวเจิ้งถิงไม่ได้ กลับไปก็อยู่ไม่เป็นสุขอีก
สู้จัดการให้รู้เรื่องเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า เธอจึงผลักประตูเข้าไปทันที
พอเข้าไปในห้อง เจียงเป่าเยี่ยก็กำลังนั่งผิงเตาถ่านอยู่บนเก้าอี้ สูบกล้องยาสูบไปด้วย
ได้ยินเสียงแล้วก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง
“พ่อ...” เจียงชิงเยว่เรียกอีกครั้ง ก่อนจะพูดอย่างจริงจังว่า “หนูรู้แล้วว่าตัวเองผิด ก่อนหน้านี้หนูถูกความคิดชั่ววูบครอบงำ ทำเรื่องผิดพลาดอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ต่อไปหนูจะไม่กล้าอีกแล้ว”
แม้เจียงเป่าเยี่ยจะไม่เงยหน้า แต่เห็นได้ชัดว่าสีหน้าผ่อนคลายลงบ้าง
คงเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นลูกสาวเป็นแบบนี้
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงถอนหายใจ “แค่รู้ว่าผิดแล้วจะมีประโยชน์อะไร? สำคัญคือหลังจากนี้ลูกคิดจะทำยังไง?”
เจียงชิงเยว่ทำท่าราวกับนักเรียนประถมที่กำลังรับคำตำหนิ แล้วให้คำมั่นอย่างจริงจังว่า “ต่อไปหนูจะใช้ชีวิตกับโจวเจิ้งถิงให้ดี พอถึงฤดูใบไม้ผลิ หนูก็จะลงนาไปทำงานแลกแต้มแรงงาน เราสองคนยังหนุ่มยังสาว มีแรงทำงาน ไม่ปล่อยให้ตัวเองอดตายหรอกค่ะ”
“ปัญญาชนที่มาจากเมืองหลวงคนนั้นจะใช้ชีวิตกับลูกดี ๆ เหรอ?”
“อยู่ที่คนจะพยายามค่ะ หนูอยากลองทำให้เต็มที่ดู”
“ตามใจลูกเถอะ ดื้อด้านมาตั้งแต่เด็กจริง ๆ ไม่เจอทางตันก็ไม่ยอมหันกลับ”
เห็นสีหน้าพ่อผ่อนคลายลงในที่สุด เจียงชิงเยว่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะหยั่งเชิงถามว่า “พ่อ หนูได้ยินมาว่าตอนนี้ปัญญาชนที่ลงชนบทก็กลับเมืองได้เหมือนกัน ขอแค่มีโควตาใช่ไหมคะ?”
เจียงเป่าเยี่ยเผยสีหน้าสงสัยทันที “ลูกไปได้ยินมาจากใคร?”
“ก่อนหน้านี้หนูได้ยินคนที่จุดพักปัญญาชนพูดกัน หนูก็แค่เป็นห่วงน่ะค่ะ”
เจียงเป่าเยี่ยคิดว่าเธอกลัวโจวเจิ้งถิงจะทิ้งเธอกลับเมือง จึงพูดหนักแน่นว่า “วางใจได้แล้ว ใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีเถอะ อย่าพูดถึงเลยว่าในกองผลิตของเราไม่มีโควตากลับเมือง ต่อให้มีก็ไม่ถึงคิวเขาหรอก”
“ไม่มีโควตากลับเมืองจริงเหรอคะ?”
“พ่อเป็นหัวหน้ากองผลิตมานาน เรื่องแค่นี้จะไม่รู้ได้ยังไง?”
เจียงชิงเยว่รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ ไม่รู้จะอธิบายกับโจวเจิ้งถิงอย่างไร
เธอนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะฝืนยกมุมปากที่แข็งเกร็ง “ไม่มีโควตก็ดีแล้วค่ะ งั้นหนูกลับก่อนนะคะ”
เธอยังไม่ทันเดินออกจากประตู เจียงเป่าเยี่ยที่อยู่ข้างหลังก็เรียกเธออีกครั้ง “ชิงเยว่...”
“พ่อ มีอะไรคะ?”
จู่ ๆ เจียงเป่าเยี่ยก็เงยหน้าขึ้น ขอบตาแดงเรื่อเล็กน้อย “เฮ้อ เมื่อไหร่ลูกถึงจะเลิกทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วงเสียที? รอให้ลูกเสียหายจนเข็ดจริง ๆ ถึงจะเข้าใจความหวังดีของพวกเราหรือไง”
“พ่อกับแม่ไม่ได้หวังให้ลูกมีเงินทองล้นฟ้า ขอแค่อย่าก่อเรื่องอีก ใช้ชีวิตให้ดี ๆ ก็พอ”
ปลายจมูกของเจียงชิงเยว่แสบขึ้นมา ในใจทั้งน้อยใจทั้งซาบซึ้ง “พ่อวางใจเถอะค่ะ หนูสัญญา ไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไง หนูจะดูแลตัวเองให้ดี”
พอออกจากบ้าน เจียงชิงเยว่ก็กลั้นน้ำตาไว้ รับห่อสัมภาระจากแม่แล้วเตรียมกลับ
โจวเจิ้งถิงนั่งไม่ติดที่ รีบลุกขึ้นมาช่วยถือของด้วย
ทั้งสองคนยังไม่ทันออกจากบ้านไปไกล พี่สะใภ้รองหลิวชุนหลานที่หลบอยู่ในบ้านมาตลอดก็เดินออกมา
เธอจ้องห่อสัมภาระในมือทั้งคู่ด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร “เอาของไปตั้งเยอะ จะถือไหวเหรอ?”
เจียงชิงเยว่กำลังหงุดหงิด น้ำเสียงจึงไม่ดีนัก “พี่สะใภ้รองจะช่วยเอาไปส่งให้พวกเราหรือจะมาตรวจห่อของกันแน่คะ? จะให้ฉันแกะออกให้ดูไหมล่ะ?”
หลิวชุนหลานแค่นเสียงเย็น กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
จู่ ๆ เจียงเว่ยหมินพี่ชายรองก็เข้ามาดึงเธอไว้ “ทำอะไรน่ะ? น้องสาว อย่าไปสนใจหล่อนเลย กลับไปเถอะ ไว้พี่ว่างแล้วจะไปเยี่ยมพวกเธอ”
ออกจากบ้านตระกูลเจียงมาแล้ว เจียงชิงเยว่ก็เดินกลับบ้านโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เห็นเธออารมณ์ไม่ดี โจวเจิ้งถิงจึงไม่ถามอะไรอีก ได้แต่เดินตามหลังเธอกลับไปทีละก้าว
เจียงชิงเยว่ก้าวเดินค่อนข้างเร็ว ประกอบกับในใจกำลังคิดเรื่องอื่น เธอจึงพลาดลื่นล้มไปโดยไม่ทันระวัง
พื้นถนนเต็มไปด้วยน้ำแข็ง การล้มครั้งนี้จึงเจ็บไม่น้อย เจียงชิงเยว่กัดฟันเบ้ปากอยู่นานกว่าจะหายเจ็บ
พอเริ่มดีขึ้น ความคิดที่เคยสับสนของเจียงชิงเยว่ก็พลันแจ่มชัดขึ้นมา
เธอตัดสินใจแล้วว่าพอกลับไปจะพูดกับโจวเจิ้งถิงให้รู้เรื่อง บอกเขาว่าไม่มีเรื่องโควตากลับเมืองตั้งแต่แรก
ถึงอย่างไรความลับก็ปิดไว้ไม่ได้ อีกไม่นานเขาก็ต้องรู้ด้วยตัวเองอยู่ดี
แทนที่จะปล่อยให้เขารู้ทีหลังว่าถูกหลอก สู้เธอยอมรับผิดเองเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า
ถึงอย่างไรความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แย่จนถึงที่สุดแล้ว จะแย่ไปกว่านี้ก็คงไม่ต่างกันนัก
แค่เพิ่งแต่งงานกันเมื่อวาน ทั้งเมื่อครู่เธอก็เพิ่งรับปากพ่อแม่ไป ตอนนี้คงหย่ากันไม่ได้ในเร็ว ๆ นี้
ต้องคิดหาทางเกลี้ยกล่อมให้เขายอมยืดเวลาออกไปก่อนแล้ว
