จงมู่ยืนมองทุกคนอยู่ข้าง ๆ ก่อนเหลือบไปเห็นข้อความแสดงความคิดเห็นบนหน้าจอ เขาพูดอย่างไรเสียก็แค่เลียนแบบพฤติกรรมของหัวหน้าเย่อย่างงุ่มง่าม ในฐานะมือใหม่ เขาไม่ได้เข้าใจพฤติกรรมและการตัดสินใจของหัวหน้าเย่ในดันเจี้ยนอย่างชัดเจนนัก มีเพียงผู้อาวุโสจากเมืองเล็กที่คุ้นเคยกันมานานเท่านั้นที่เข้าใจ และเขายังต้องฟังคำชี้แนะจากคนเหล่านั้นด้วย
“เดี๋ยวหาใครสักคนที่หัวไวหน่อย ให้เขาจัดหมวดหมู่เสบียง จากนั้นนายก็ไปคัดคนจากในกลุ่มผู้เล่น ตามนิสัยและความสามารถของแต่ละคน แล้วแบ่งออกเป็นทีมดังนี้ ทีมออกไปสืบข่าว ทีมต่อสู้ ทีมรักษาพยาบาล ทีมจัดสรรเสบียงอย่างเหมาะสม และทีมที่มองโลกในแง่ดี ร่าเริง คอยให้กำลังใจคนอื่นได้”
“ใช่ เมื่อก่อนหัวหน้าเย่ก็แบ่งแบบนี้ คนที่ออกไปสืบข่าวยังต้องช่วยเผยแพร่ข่าวสารด้วย พวกเขาล้วนเป็นคนช่างพูดช่างคุย ต้องจัดคนที่สู้เป็นและป้องกันตัวเองได้ไว้ข้าง ๆ พวกเขาสักสองสามคน”
“ทีมสนับสนุนจะมีหน้าที่จัดสรรเสบียงและช่วยเหลือฉุกเฉิน คอยปลอบคนที่รู้สึกกดดันจากสภาพแวดล้อมบ้างตามสมควร เพื่อให้ทั้งทีมดำเนินไปได้”
“แน่นอนว่ายังมีเรื่องสำคัญที่สุดอีกข้อ นายต้องมีบารมี รักษาบทบาทของพี่ซิวเอาไว้ให้ดี ทำให้ทุกคนเชื่อใจนาย เชื่อว่านายจะปกป้องพวกเขาได้ นี่แหละสำคัญที่สุด”
“พ่อหนุ่ม สู้เขานะ! ฉันเชื่อในฝีมือการแสดงของนาย! นายเป็นหนึ่งในสองคนของเมืองเล็กเราที่เคยใกล้ชิดกับพี่ซิว!”
“ใช่ ต่อให้เจอคนที่แข็งแกร่งมาก นายก็ห้ามเสียขวัญเด็ดขาด! ข้างกายนายยังมีอสูรกายสองตัวที่พี่ซิวทิ้งไว้คอยหนุนหลังอยู่นะ!”
ด้วยกำลังใจจากข้อความแสดงความคิดเห็นบนหน้าจอ จงมู่จึงเริ่มมั่นใจขึ้น! นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแบกรับความไว้วางใจของผู้คนมากมาย ทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีฝีมือแข็งแกร่งพอจะพาพวกเขาออกไปได้จริง ๆ เหมือนหัวหน้าเย่หรือพี่ซิว ความกดดันจึงถาโถมเข้ามาไม่น้อย เพราะความหวังของคนจำนวนมากฝากไว้บนบ่าของเขา
