หลีม่อไม่พูดอะไร วินาทีถัดมาก็ยกมือขึ้นฉับพลัน ก่อนที่อินซิวจะชักดาบ มือของเขาก็ยื่นข้ามศีรษะอินซิวไปด้านบน
อินซิวเพิ่งเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ก็ได้ยินเสียงกระจกแตกดังมาจากเหนือศีรษะ หลีม่อยื่นมือเข้าไปในภาพวาดเหนือหัวอินซิว บีบรัดวิญญาณที่เพิ่งไปฟ้องนายกเทศมนตรีไว้แน่น แล้วกระชากมันออกมาจากภาพในคราวเดียว
“อ๊ากกกกก!!!” วิญญาณกรีดร้องอย่างน่าเวทนา ก่อนจะถูกหลีม่อฉีกกระชากจนแหลกคามือ จากนั้นก็ปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วโยนเข้าปาก
เสียงเคี้ยวอันคุ้นเคยดังขึ้น แต่เสียงกรีดร้องยังไม่ขาดหาย วิญญาณตนนั้นยังคงร้องโหยหวน ขณะที่หลีม่อเม้มริมฝีปากยิ้ม กินอย่างใจเย็น
เพราะอยู่ใกล้กันมาก อินซิวจึงได้ยินชัดเจนว่าเสียงฉีกกระชากของวิญญาณไหลลงไปตามช่องปากจนถึงลำคอ ก่อนจะกลืนลงไปเบา ๆ แล้วเสียงกรีดร้องก็ขาดห้วงลงทันที
ห้องลับเงียบสนิท ไม่มีเสียงเคี้ยวหรือกัดฉีกอีก เหลือเพียงความเงียบงันของอินซิว
เขาค่อย ๆ คลายความตึงเครียดทั่วร่าง เงยหน้าจ้องหลีม่อด้วยสีหน้าเย็นชา “มาใกล้ฉันขนาดนี้ทำไม? ตั้งใจโชว์ฝีมือกินอสูรกายสด ๆ ให้ฉันดูหรือไง?”
หลีม่อหรี่ตาลง ดูเหมือนอารมณ์จะดีขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เขาฝืนใจอินซิวที่พยายามข่มกลั้นความอยากชักดาบ โผเข้ากอดอีกฝ่าย แล้วทิ้งน้ำหนักทั้งตัวลงมาเหมือนครั้งก่อน แนบติดกับอินซิวจนดันเขาไปชิดมุมกำแพง
สัมผัสเย็นเยียบแทรกผ่านเสื้อผ้าเข้ามา อุณหภูมิที่ไม่เหมือนมนุษย์คอยเตือนอินซิวอยู่ทุกขณะว่า สิ่งที่เกาะอยู่บนตัวเขาเป็นเพียงร่างมนุษย์ ส่วนภายใต้ร่างนั้นเป็นอะไรก็ยากจะพูด ต่อให้ทำตัวเหมือนมนุษย์และแสดงความสนิทสนมกับเขา ก็ห้ามลดความระแวดระวังลงเด็ดขาด
