“จะสรรเสริญกันหรือไม่?” เมื่อเห็นพวกอสูรกายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก อินซิวก็ก้มตาลง พลางสะบัดดาบ “สาม...”
“เอ่อ... อิน... อินซิวแข็งแกร่ง เก่งกาจเด็ดขาด”
“ทำไมถึงเอาสำนวนของมนุษย์มาพูดแบบนั้นล่ะ! แล้วพวกเราจะพูดอะไรได้!”
“อินซิว... หยก... หยกไม้รับลม ช่างหล่อเหลา”
“หยกไม้รับลมต่างหาก! สง่างามไม่เหมือนใคร!”
“แย่งสำนวนคนอื่นมาใช้ แถมยังใช้ผิดอีก”
“เกี่ยวอะไรกับเจ้า! ข้าพูดออกมาได้ก็พอแล้ว!”
“อย่าเพิ่มระดับความยากเพื่อกลั่นแกล้งข้าสิ!!”
พวกอสูรกายเริ่มตีกัน
เสียงทะเลาะวิวาททำให้จั่วเมิ่งที่หมดสติอยู่ตรงมุมห้องค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
พอฟื้นขึ้นมาก็เห็นอสูรกายสองสามตนคุกเข่าอยู่ตรงหน้าอินซิว แถมยังกำลังตีกันเองอีก
เขาชะงักไป “ฉันยังฝันอยู่แน่ ๆ...”
เขาหลับตาลงอีกครั้ง แต่เสียงทะเลาะยังดังไม่หยุด พอลืมตาขึ้นมาอีกหนก็มั่นใจอย่างยิ่งว่านี่คือความจริง
ทำไมถึงมีอสูรกายคุกเข่าอยู่ต่อหน้าผู้เล่นได้ล่ะ? เป็นไปได้ยังไง!!
ต่อให้ฝัน เขาก็ไม่มีทางฝันอะไรเหลวไหลขนาดนี้!
“ตื่นแล้วเหรอ?” อินซิวเห็นจั่วเมิ่งหลับตาลืมตาซ้ำไปซ้ำมา จึงเรียกเขา “ถ้าตื่นแล้วก็ไปกันเถอะ ฉันอยากไปที่องค์กรเต็มทีแล้ว มีข้อมูลบางอย่างต้องรายงานให้อินซิวรู้”
จั่วเมิ่งรีบลุกขึ้นจากมุมห้อง จ้องอินซิวอย่างระแวดระวัง “นาย... นายเป็นอสูรกายใช่ไหม? ถ้าเป็นอสูรกาย ฉันไม่พานายไปที่องค์กรหรอกนะ!”
อินซิว: ?
“อย่าคิดจะหลอกฉันเชียว ท่าทางดุร้ายตอนนายกินอสูรกายเมื่อกี้ ดูยังไงก็ไม่เหมือนมนุษย์ แถมพวกอสูรกายยังคุกเข่าต่อหน้านายอีก นายต้องเป็นอสูรกายสุดแกร่งในดันเจี้ยนแน่ ๆ!” จั่วเมิ่งยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผล ก่อนจะได้ข้อสรุปสุดสะเทือนใจ “หรือว่านายจะเป็นผู้คุมใหญ่!!!”
