“ฉันแทบอดใจรอไม่ไหวแล้ว อยากเห็นจริง ๆ ว่ามันเป็นอสูรกายแบบไหนกันแน่ ไม่ว่ามันจะฆ่าอินซิวจริงหรือเปล่า แค่มีชีวิตรอดออกมาจากเงื้อมมืออินซิวได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว”
“นั่นสิ ได้ยินว่าคราวนี้มีแค่นักล่าตัวเดียวที่ออกมาจากดันเจี้ยนได้ ส่วนนักล่าตัวอื่น ๆ หายสาบสูญไปหมด เกรงว่าคงตายกันหมดแล้ว”
“สมกับเป็นดันเจี้ยนที่อินซิวเคยผ่านจริง ๆ… ไม่เหลืออสูรกายไว้สักตัว โหดเหี้ยมชะมัด!”
ท่ามกลางเสียงอื้ออึง อินซิวถูกนำทางมายังห้องโถงชั้นหนึ่งของเรือลำใหญ่ ที่นั่นมีเงาร่างของอสูรกายนับไม่ถ้วนรวมตัวกันอยู่
กลางห้องโถงมีโต๊ะยาวขนาดใหญ่ปูผ้าขาวและวางดอกไม้ไว้ เก้าอี้สองฝั่งมีบอสระดับสูงจากดันเจี้ยนต่าง ๆ นั่งอยู่ ส่วนบอสที่มีลำดับต่ำกว่าก็เบียดเสียดกันอยู่ทั้งสองข้าง
ในบรรดาอสูรกายเหล่านั้นมีบางตัวที่อินซิวยังจำได้ ส่วนที่เหลือเขาลืมไปหมดแล้ว ตัวที่สะดุดตาที่สุดคือผู้คุมใหญ่ซึ่งนั่งเงียบอยู่ตรงมุมห้อง กับนายกเทศมนตรีที่เพิ่งเย็บศีรษะกลับเข้าที่ รอยเย็บบนตัวแผ่ไปทั่วร่างราวกับรอยแตกร้าว
ทันทีที่อินซิวก้าวเข้าไป สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่เขา เขาถูกพาตัวไปข้างหน้าให้ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ ส่วนฝั่งตรงข้ามมีดอกไม้แห่งปรโลกสีแดงขนาดมหึมาบานสะพรั่งอยู่
“อ้าว รูปร่างคุ้นตาจังเลยนะ ทำไมดูคล้าย…หนูน้อยที่ฉันทำหลุดมือไปเลยล่ะ?” นายกเทศมนตรีเอ่ยขึ้นเบา ๆ ทันทีที่เห็นอินซิว รอยยิ้มบนใบหน้าแฝงความนัยไว้เต็มเปี่ยม
ผู้คุมใหญ่เหลือบมองอินซิวแล้วกระแอมสองครั้ง แต่ไม่ได้พูดอะไร
