“เดี๋ยวตอนเข้าไปชั้นราคะ อยู่ให้ห่างจากฉันหน่อย” อินซิวกำชับเสียงเรียบ
มุมปากของหลีม่อที่เพิ่งยกขึ้นเมื่อครู่หุบลงอีกครั้ง “ทำไมล่ะ?”
อินซิวตอบไม่ได้ รู้แค่ว่าสัญชาตญาณเตือนภัยกำลังร้องบอกอะไรบางอย่าง
หลีม่อเงียบงันไป...
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง พอหันไปเห็นเย่เทียนเสวียนกำลังหัวเราะอยู่ข้าง ๆ ก็ยิ่งเงียบกว่าเดิม
หลังกลับมาถึงองค์กร เย่เทียนเสวียนก็ไปลากจั่วเมิ่งออกมาจากมุมห้อง แล้วพามาวางไว้ตรงหน้าอินซิว
จั่วเมิ่งเองก็ถูกความเกียจคร้านเล่นงานอย่างหนัก จิตใจฮึกเหิมที่เคยมีหายไปจนหมด ตอนนี้ดูเกียจคร้านอ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว “จะพยายามไปทำไม นอนเฉย ๆ ก็ผ่านดันเจี้ยนได้แล้ว แค่ไปนั่งยอง ๆ เป็นเห็ดอยู่ตามมุมก็พอแล้ว ยังไงก็ไม่มีใครโจมตีฉันถึงหรอก”
เขาพึมพำงึมงำ ไม่แม้แต่จะหยิบเหรียญแห่งความเกียจคร้านออกมา เย่เทียนเสวียนจึงลงมือฟาดฝ่ามือเรียกสติเขาไปฉาดหนึ่ง กว่าเจ้าตัวจะหลุดจากอาการเฉื่อยชาได้
ทันทีที่เหรียญแห่งความเกียจคร้านตกไปอยู่ในมืออินซิว จั่วเมิ่งก็ได้สติกลับมาทันควัน สีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด “ก่อนหน้านี้ฉันเป็นอะไรไป?! ทำไมแก้มซ้ายถึงเจ็บขนาดนี้?!”
เย่เทียนเสวียนยิ้มบาง ๆ “เป็นผลกระทบจากประตูบาปน่ะ”
จั่วเมิ่งรีบสบถด่าพร้อมยกมือกุมแก้มซ้าย สีหน้าเหมือนถูกกลั่นแกล้ง “ประตูบาปนี่มันน่ารังเกียจเกินไปแล้ว! ทำไมต้องมาเล่นงานคนมีอนาคตไกลอย่างฉันด้วย แถมยังทำให้แก้มซ้ายเจ็บอีก!”
เย่เทียนเสวียนตบไหล่เขาอย่างเป็นมิตร ปลอบว่า “ไม่เป็นไร ตอนนี้ฉันเอาประตูบาปออกไปแล้ว นายก็เป็นอิสระแล้ว”
