อินซิวก้มมองกุญแจมือของตัวเอง คิดว่าควรไปคุยกับเย่เทียนเสวียนเรื่องกุญแจมือนี่สักหน่อย แต่ก็พยักหน้ารับแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “ในเมื่อเย่... อืม ในเมื่ออินซิวอยู่ที่นั่น ฉันก็อยากไปเจอสักหน่อยเหมือนกัน จะได้เห็นว่ามัจจุราชสังหารในตำนานหน้าตาเป็นยังไง”
ผู้เล่นคนนั้นดีใจจนแทบคลั่ง “นายตาถึงนี่นา ถึงยอดฝีมืออินซิวของเราจะดูบอบบางไปหน่อย แถมร่างกายก็ดูไม่ค่อยแข็งแรง แต่ในเมื่อลือกันว่าเป็นมัจจุราชสังหาร เขาต้องเก่งมากแน่ ๆ”
“ฉันบอกเลยนะ ดูปฏิกิริยานายแล้วคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอินซิวเก่งแค่ไหน” อีกฝ่ายเข้ามาคล้องไหล่อินซิวอย่างกระตือรือร้น แล้วเริ่มคุยโวเรื่องวีรกรรมของมัจจุราชสังหารที่ได้ยินมา พลางพูดจ้อไม่หยุดและพาอินซิวเดินไปข้างหน้า
“ลองคิดดูสิ จะมีสักกี่คนที่ทำให้อสูรกายกลัวได้ขนาดนั้น? แค่ชื่ออินซิวหลุดจากปากอสูรกาย พวกมันก็พูดเสียงสั่นกันแทบทุกตัว ไม่มีใครได้ยินแล้วไม่กลัวหรอก!”
“คนที่ฆ่าล้างดันเจี้ยนแล้วค่อยจากไป ต้องโหดเหี้ยมและแข็งแกร่งขนาดไหน! ระดับพวกมือใหม่อย่างเราน่ะเทียบไม่ติดหรอก! ตั้งใจติดตามยอดฝีมือไว้ ไม่ผิดแน่!”
“อืม ๆ...” อินซิวรับคำส่ง ๆ สายตากวาดมองรอบชั้นนี้ “นี่ชั้นอะไรแล้ว?”
“ชั้นสี่น่ะ ความเกียจคร้าน ฉันเพิ่งผูกพันธสัญญากับประตูบาปบนชั้นนี้เมื่อกี้เอง!” ผู้เล่นคนนั้นชี้ไปยังประตูบาปข้างตัวอย่างร่าเริง
ประตูบาปที่สวมหน้ากากสีม่วงและเสื้อคลุมยาวตนนั้นไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตั้งแต่อินซิวเห็นมัน ระหว่างทางก็ไม่ได้เร่งเร้าผู้เล่นให้ทำอะไรสักอย่าง ทั้งยังไม่พูดแม้แต่คำเดียว ดูราวกับเครื่องประดับที่ห้อยติดอยู่ข้างตัวผู้เล่น
