ชานเมืองเหนือของนครหลวง ป้อมเฮยเฟิง
ที่นี่ตั้งอยู่กลางหุบเขาลึกและป่าทึบ โอบล้อมด้วยหน้าผาชันทั้งสี่ด้าน โจมตียากรักษาง่าย
ประตูใหญ่ของป้อมสร้างจากซุงไม้หลายร้อยท่อน เรียงทับถมกัน บนกำแพงป้อมทุกห้าก้าวปักคบไฟไว้หนึ่งดวง
ราตรีกาลแผ่ต่ำลงมา สายลมหนาวหอนหวีด
บนทางเดินแคบๆ นอกป้อม เงาคนสองสายอาศัยก้อนหินและพุ่มไม้เตี้ยเป็นที่กำบัง ก้มต่ำเคลื่อนที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
เด็กหญิงที่เดินนำหน้าก้าวเท้าแผ่วเบาราวกับใบไม้ร่วงหล่น
นางพลิ้วกายข้ามกองหินผุด้วยท่วงท่าชำนาญ เร็วจนมิได้รบกวนกิ่งไม้
ด้านหลังนาง มีสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชนิดหนึ่งคลุมศีรษะด้วยถุงป่าน รูปลักษณ์ชวนขบขันอย่างยิ่ง
แม้ศีรษะจะถูกปิดมิด ทว่าลำคอและบ่าที่พ้นออกมากลับเปล่งประกายเรืองรองสีชมพูบาร์บี้ดุจโคมไฟสวรรค์
แสงสีชมพูนี้ในหุบเขาลึกอันมืดมิด กลับเด่นชัดกว่าแสงประภาคารเสียอีก
“พี่ชาย เจ้าพอจะเก็บแรงไว้บ้างมิได้หรือ”
ซูเย่าเย่ากดเสียงต่ำลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเอือมระอา “เจ้าเกือบจะสู้หิ้งห้อยครึ่งขุนเขานี่ได้แล้ว”
ซูจิ้นคลุมถุงป่านอยู่บนศีรษะ ทุกย่างก้าวมิเพียงกายจะเปล่งแสง ท่าลีลานอกโลกยังกระตุกกระตื๊บพร้อมปะทุออกมาทุกขณะ
เขาอัดอั้นแทบอยากเอาหัวโขกกำแพง ตอบกลับด้วยเสียงต่ำว่า “นี่จะมาโทษข้าได้อย่างไร ฤทธิ์โอสถยังมิทันสร่างเลย!”
“อีกอย่างถุงป่านห่วยแตกนี่ก็หาประโยชน์มิได้ แสงสว่างจวนจะทะลวงถุงป่านอยู่รอมร่อแล้ว!”
