“พวกเขามุ่งหน้าไปที่ใด?”
“ดูจากทิศทางแล้ว น่าจะไปอำเภอชิงซี”
ลู่หยวนกับเจียงปู๋เฉินสบตากัน เรื่องช่างประจวบเหมาะเสียจริง!
ภัยปีศาจสามคดีในอำเภอหานซานคลี่คลายแล้ว ลู่หยวนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปอำเภอชิงซีหรืออำเภอจั่วหลิ่งต่อ แต่ลัทธิเซียนอมตะกลับมาหาถึงที่เอง
ซื่อเหยียนอู้ประสานมือค้อมกายกล่าวว่า “ใต้เท้าลู่ สิ่งที่อาตมาทราบได้สารภาพออกไปหมดแล้ว ไม่มีคำเท็จแม้แต่คำเดียว สำนักจินกังกับลัทธิเซียนอมตะติดต่อกันเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว อาตมายินดีใช้ชีวิตเป็นประกัน”
ลู่หยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“ซื่อเหยียนฉู่ยังไม่กำจัดมารในใจ นับเป็นภัยแฝง ต้องคุมขังไว้ เรื่องควบคุมตัวก็ต้องชี้แจงกับสำนักงานกิ่งให้ชัดเจน”
“เจ้าสำนักซื่อยอมบอกเรื่องลัทธิเซียนอมตะด้วยตนเอง นับว่าชดเชยความผิดด้วยความดีความชอบได้ แต่ขั้นตอนที่ควรทำก็ละเว้นไม่ได้”
“รอคนจากสำนักงานกิ่งหานซานมาถึง ส่งมอบเรื่องทางนี้ให้เรียบร้อยแล้ว พวกเราค่อยออกเดินทาง”
ซื่อเหยียนอู้รีบประนมมือ “ใต้เท้าลู่รอบคอบยิ่ง อาตมาซาบซึ้งใจนัก อาตมาจะให้ศิษย์จัดเตรียมอาหารเจ เชิญใต้เท้าทั้งสองรับประทานก่อน”
ลู่หยวนพยักหน้า จากนั้นผนึกซื่อเหยียนฉู่ไว้ในภาพม้วน แล้วเก็บใส่แขนเสื้อ
เจียงปู๋เฉินกอดอกเดินออกจากถ้ำหินไปได้สองก้าวก็หันกลับมา
“จริงสิ ทำอาหารเจให้มากหน่อย ช่วงเช้านี้วุ่นวายกันแทบแย่”
ซื่อเหยียนอู้รีบรับคำ แล้วนำทั้งสองไปยังโถงรับรองด้วยตนเอง
ภายในโถงรับรอง แสงตะวันส่องผ่านช่องหน้าต่าง ตกกระทบบนพื้นอิฐเขียวเป็นผืนสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ซื่อเหยียนอู้รินชาร้อนสองถ้วยด้วยตนเองแล้วเลื่อนมาตรงหน้าทั้งคู่ ก่อนสั่งให้พระจัดเตรียมของว่างเจหลายจาน
ลู่หยวนยกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงตะวันยามเที่ยงสาดส่องสันเขาฟ่าหัวจนสว่างไสว หมู่บ้านไกลออกไปมีควันจากเตาลอยกรุ่นขึ้นสู่ฟ้า
