องครักษ์ปราบมารบุกเข้าไปในสำนักหมื่นกู่ เสียงชักดาบจากเอวดังก้องต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ศิษย์สำนักหมื่นกู่และสาวกลัทธิเซียนอมตะถูกจับไพล่มือไปด้านหลังทีละคน ก่อนจะถูกล่ามด้วยโซ่ผนึกวิญญาณ
กว่าพวกเขาจะรู้ตัวว่า วิชาพิษกู่ที่เคยภาคภูมิใจนั้นไร้ค่าเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอันเด็ดขาด โซ่เย็นเยียบก็คล้องเข้ากับข้อมือเสียแล้ว
ไม่มีใครขัดขืน
ชิวปู้หมิงกับหลู่เชียนจีล้วนตายแล้ว จะขัดขืนไปเพื่ออะไร?
กัวเฉียนยืนอยู่หน้าเต็นท์ มองภาพเบื้องหน้าแล้วพึมพำด่าเสียงเบา
“รออีกหลายเดือนงั้นหรือ? รอให้ผีหลอกเถอะ! ใต้เท้าลู่พูดถูก เรื่องล้างสำนักต้องลงมือให้เร็วที่สุด”
สำนักหมื่นกู่ที่ล้อมปราบมาครึ่งปียังตีไม่แตก กลับถูกลู่หยวนกวาดล้างได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป กัวเฉียนรู้สึกราวกับเรื่องตรงหน้าไม่ใช่ความจริง
ขณะนั้นเอง นายกองคนหนึ่งรีบร้อนเดินเข้ามาในโถงใหญ่ สีหน้าแปลกพิกล ก่อนจะเข้าไปกระซิบรายงานข้างหูเขาสองสามประโยค
กัวเฉียนเลิกคิ้ว แววตาฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง
เขาวางแผ่นหยกลง แล้วสาวเท้าออกจากโถงใหญ่ มุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลังของสำนักหมื่นกู่
เมื่อผ่านระเบียงสองช่วงและลงบันไดหินที่ทอดสู่ใต้ดิน ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้าง
ตรงนั้นคือแอ่งน้ำลึกที่ดัดแปลงจากถ้ำหินงอกหินย้อย
แอ่งน้ำเป็นวงกลม ผนังดำสนิทราวหมึก มีคราบพิษกู่กระจายหลงเหลืออยู่
ของเหลวเหนียวข้นสีเขียวคล้ำในแอ่งปั่นป่วน ส่งกลิ่นคาวเน่าเหม็นฉุนจนแทบหายใจไม่ออก
บนผิวน้ำมีแมลงกู่ตัวเล็กนับไม่ถ้วนกำลังดิ้นพล่าน เบียดเสียดปกคลุมไปทั่วทั้งแอ่ง
