“ฟังแล้วสะใจดี”
เจ้าผิงหัวเราะจนเห็นฟันขาวสองแถว
ในสายตาเขา ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไร ใต้เท้าลู่ก็มีเหตุผลรองรับเสมอ
องครักษ์ปราบมารมีหน้าที่กำจัดปีศาจร้าย แล้วเหตุใดเพียงเพราะปีศาจสาวตนนี้มีความเกี่ยวข้องกับซวี่จื้อ พวกเราจึงต้องปล่อยนางไว้ รอให้เจ้ามาฆ่าเองด้วย?
ระหว่างนั้นจะต้องเสียเวลาไปเท่าไร?
เจ้าซึ่งเป็นนายกองปราบมารคนหนึ่ง จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นไหวหรือ?
หลินหยางกับหลี่ชิงพยักหน้าตาม เพียงข้อหาเลี้ยงศพเพื่อฆ่าคนข้อเดียว ก็สมควรประหารโดยไม่ละเว้นแล้ว
ซวี่จื้อมีปมในใจอยู่ก็จริง แต่จะเอาชีวิตผู้อื่นมาแลกกับความยึดมั่นของตนได้อย่างไร?
“ใต้เท้า กลับไปแล้วข้าจะสืบประวัติของซวี่จื้อให้กระจ่าง”
ซูติ้งอานกล่าวเพียงประโยคเดียว
แม้เขาจะติดตามลู่หยวนมาได้เพียงสองวัน แต่ก็รู้ว่าลู่หยวนไม่ใช่คนที่กลัวเรื่องยุ่งยาก
หากซวี่จื้อคิดจะหาเรื่อง ก็ต้องลองชั่งน้ำหนักดูก่อนว่ากระบี่ในมือของตนเร็วพอและโหดเหี้ยมพอหรือไม่
ใต้เท้าลู่เป็นคนเด็ดขาดในการเข่นฆ่า วิธีการลงมือของเขาโหดเหี้ยมอยู่บ้างจริง
แต่ในใจของเขามีตาชั่งอยู่เสมอ ผู้ใดควรฆ่าก็ฆ่า ผู้ใดควรปล่อยก็ปล่อย
ต่อให้ซวี่จื้อมาหาถึงที่ อย่างมากก็แค่บาดเจ็บสาหัส ไม่ถึงกับต้องเสียชีวิต
เมื่อเมฆดำบนเทือกเขาชางอวิ๋นสลายไปจนหมด บริเวณชานเมืองทางเหนือของอำเภอชื่อเชีย ภายในร้านยาร้างแห่งหนึ่งกลับเต็มไปด้วยควันหมอก
กลางโถงใหญ่มีรูปเคารพประหลาดสีเทาอมเขียวประดิษฐานอยู่
รูปเคารพอยู่ในท่าขดตัว ใบหน้าแบ่งออกเป็นสองซีกตั้งแต่หว่างคิ้วจรดคาง ซีกซ้ายสงบนิ่งงดงาม ส่วนซีกขวาเป็นกระดูกขาวอันน่าสยดสยอง
รูปเคารพเหยียบยืนอยู่บนแท่นบัวกระดูกแห้ง ด้านหลังมีแขนงอกออกมาหกข้าง บ้างห้อยลง บ้างประนมมือ บ้างชูขึ้นสูง บ้างกำลังฉีกกระชาก
เบื้องหน้ารูปเคารพประหลาด ชายวัยกลางคนในชุดนักพรตสีแดงเข้มนั่งขัดสมาธิอยู่ กระถางธูปทองสัมฤทธิ์ตรงหน้าเผาธูปดำสามดอก ควันบิดเบี้ยวลอยสูงขึ้น
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากนอกประตู ชายหนุ่มในชุดคลุมสีม่วงเซถลาล้มลุกคลุกคลาน ก่อนจะทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ
