สัตว์ประหลาดซานเซียวตายแล้ว
พื้นดินใต้ร่างอสูรชุ่มโชกไปด้วยเลือด ชาวบ้านต่างแซ่ยืนอยู่โดยรอบ มองดูอย่างเงียบงัน
ไม่มีใครโห่ร้อง ไม่มีใครร่ำไห้ แม้แต่เสียงพูดก็ไม่มี
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทันทีที่ฆ้องทองแดงในพิธีบูชาเทพภูผาดังขึ้น ชาวบ้านต่างแซ่ก็ต้องส่งลูกคนเล็กที่สุดของบ้านไปยังหน้าศาลบรรพชนเพื่อรอจับสลาก
พวกเขาไม่กล้าต่อต้าน ไม่กล้าขึ้นเขาไปสืบดู และยิ่งไม่กล้าเอ่ยแม้แต่คำเดียวต่อหน้ากระบอกสลาก
บัดนี้ซากสัตว์ประหลาดซานเซียวอยู่ตรงหน้า พวกเขามองอยู่นานกว่าจะกล้าเชื่อว่าอสูรตนนั้นที่กินลูกหลานของตนเข้าไปได้ตายลงแล้วจริง ๆ
หลี่เสี่ยวฉินประคองมารดาผู้ฟั่นเฟือนออกมาจากบ้านผุพัง
มารดาผู้ฟั่นเฟือนดูยังคงเลอะเลือนเช่นทุกครั้ง ทว่าวันนี้แววตากลับแจ่มใสกว่าปกติอยู่หลายส่วน
นิ้วมือผอมแห้งกำแขนหลี่เสี่ยวฉินแน่น ก่อนจะหยุดยืนข้างซากสัตว์ประหลาดซานเซียว แล้วก้มมองอยู่นาน
ทันใดนั้น นางก็ย่อตัวลง ล้วงห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ
ห่อผ้านั้นเย็บจากเศษผ้า ผ่านการซักจนซีดขาว ขอบผ้ารุ่ยเป็นขุย บนนั้นปักดอกไม้เล็ก ๆ เบี้ยว ๆ ไว้หลายดอก
หลี่เสี่ยวฉินจำห่อผ้านี้ได้ มันเป็นของน้องชายที่ถูกนำไปบูชาเทพภูผา
มารดาผู้ฟั่นเฟือนลูบรอยยับบนห่อผ้าเบา ๆ พลางฮัมเพลงกล่อมเด็กอย่างขาด ๆ หาย ๆ ราวกับไม่ได้ร้องมานาน แต่กลับยังจำถ้อยคำแต่ละประโยคได้
เพลงกล่อมเด็กนี้เคยใช้ร้องกล่อมลูกคนเล็กให้หลับ นับแต่ลูกน้อยถูกส่งขึ้นเขา นางก็ไม่เคยร้องอีกเลย
หลังฮัมประโยคสุดท้ายจบลง นางประนมมือ คำนับไปทางที่ลู่หยวนอยู่สามครั้ง
เบื้องหลังนาง หลี่เสี่ยวฉินเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จึงค่อย ๆ ประคองเข่าคุกลง
ประหนึ่งหินก้อนหนึ่งตกลงบนผิวน้ำ ระลอกคลื่นค่อย ๆ แผ่กระจายออกไปอย่างเงียบงัน
ชาวบ้านต่างแซ่ที่เงียบงันมานานทยอยหันกลับมา แล้วค่อย ๆ คุกเข่าลงไปทางที่ลู่หยวนอยู่ทีละคน
