รูม่านตาของเฮ่อซงเหนียนหดวูบ เจตจำนงกระบี่คุ้มกายแผ่ขยายออกมาโดยสัญชาตญาณ ปราณกระบี่จากกระบี่เก้ากระบี่ชางอวิ๋นรวมตัวเป็นม่านกระบี่หนาทึบราวขุนเขาเบื้องหน้า
ทว่าทันทีที่หนามผลึกแทงทะลุม่านกระบี่ ปราณกระบี่ก็แตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ
คมอันไร้ขอบเขตกวาดทะลักออกมา ศิษย์สำนักชางอวิ๋นสองคนที่อยู่ใกล้ถูกคลื่นพลังซัดกระเด็น กำแพงหินหลายช่วงนอกโถงใหญ่พลันแหลกเป็นผุยผง
เมื่อฝุ่นควันจางลง เฮ่อซงเหนียนก็ถูกตรึงแน่นอยู่กับพื้นดิน
เลือดสีแดงสดไหลทะลักจากมุมปากไม่ขาดสาย แววตาเผยความตื่นตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อ ความเจ็บปวดราวกับร่างกายกำลังถูกฉีกกระชากแล่นไปทั่วทั้งตัว
“กล้าลงมือกับรองผู้บัญชาการในสำนักงาน ดูท่าเจ้าคงเบื่อชีวิตแล้วสินะ”
เฮ่อซงเหนียนหายใจหอบถี่ รีบหันไปมองเบื้องหน้า
เห็นเพียงตูเว่ยหนุ่มในชุดแพรสีม่วงแดงก้าวตรงเข้ามา แววตาเย็นเยียบยิ่งกว่าเขาเสียอีก
ขั้นเวหา!
เป็นขั้นเวหาจริง ๆ!
ทันทีที่เห็นลู่หยวน สมองของเฮ่อซงเหนียนราวกับถูกค้อนยักษ์ฟาด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
ตูเว่ยขั้นเวหาของชิงโจวไม่ใช่ว่าประจำอยู่ตามอำเภอต่าง ๆ เพื่อกวาดล้างภัยจากปีศาจหรอกหรือ?
ความหวาดกลัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนผุดขึ้นในใจ ความเจ็บปวดรวดร้าวภายในร่างยิ่งทำให้ใบหน้าซูบผอมชราบิดเบี้ยว บุคลิกผู้บำเพ็ญกระบี่ผู้เหนือโลกที่เคยมีพลันพังทลายจนหมดสิ้น
เฮ่อซงเหนียนไม่สนใจสิ่งใดอีก รีบเร่งใช้วิชาหนีกระบี่ลับที่สำนักชางอวิ๋นถ่ายทอดสืบกันมา
ร่างของเขากลายเป็นแสงกระบี่คมกริบ หลุดพ้นจากหนามผลึก ก่อนจะรวมร่างขึ้นใหม่ห่างออกไป 100 จั้ง
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ความหวาดกลัวฉายชัดบนใบหน้า เจตจำนงกระบี่ทั่วร่างระเบิดออก แล้วพุ่งหนีไปทางเทือกเขาชางอวิ๋นอย่างบ้าคลั่ง
