เสียงตะโกนของสาวกลัทธิค่อย ๆ ห่างไกลไปตามทางขึ้นเขา ความอึกทึกที่เมื่อครู่ยังดังระงมกลับเงียบงันลงในพริบตา
ดงหญ้ารกร้างทั้งผืนเงียบผิดปกติ ราวกับแม้แต่เสียงแมลงก็หยุดลง
เฉินหว่านเอ๋อร์ขดตัวอยู่ใต้พุ่มไม้เตี้ย ใช้สองมือปิดปาก ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงตะโกน
นางแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูท่าสาวกลัทธิเหล่านั้นคงไปไกลแล้ว
ในจังหวะนั้นเอง เสียงกระทบพื้นแผ่วเบาพลันดังขึ้น คล้ายไม้เท้าเคาะลงบนกรวด ค่อย ๆ ใกล้เข้ามาจากที่ไกล
เฉินหว่านเอ๋อร์ตัวแข็งทื่อ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
เงาร่างผอมเพรียวสายหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลัง
อาภรณ์เต๋าสีเทาอมครามซักจนซีดขาว ในมือถือไม้เท้าท้อที่ห้อยน้ำเต้าแห้งเหี่ยวไว้ตรงหัวไม้
เป็นชุยอวิ๋นโหยว
เขาเท้าไม้เท้าเดินมาหยุดหน้าพุ่มไม้เตี้ยที่เฉินหว่านเอ๋อร์ซ่อนตัวอยู่ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับชวนให้เฉินหว่านเอ๋อร์รู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
“แม่นางเฉิน ข้าพบเจ้าแล้ว”
ใบหน้าเฉินหว่านเอ๋อร์ซีดเผือด ขณะที่นางกำลังสิ้นหวัง เงาร่างในชุดคลุมสีม่วงพลันปรากฏขึ้น
ฝ่ามือเปล่งประกายสีทองยื่นออกมา นิ้วทั้งห้าราวคีมเหล็กคว้ากดใบหน้าชุยอวิ๋นโหยว แล้วกระแทกรอยยิ้มเปี่ยมเมตตานั้นลงกับพื้นอย่างแรง
ตูม!
พื้นดินระเบิดเป็นหลุมตื้น ๆ เศษหินและดินกระเด็นเปื้อนศีรษะกับใบหน้าชุยอวิ๋นโหยว
ไม้เท้าท้อในมือเขาหลุดกระเด็นออกไป ยังไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้อง ร่างทั้งร่างก็ถูกกดตรึงกับพื้นแน่น
“ข้าก็พบเจ้าแล้ว”
น้ำเสียงของลู่หยวนนิ่งสงบราวผิวน้ำ
